นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) วานนี้ (6 เม.ย. 69) ว่า ที่ประชุมฯ ได้รับทราบรายงานผลการศึกษาสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง จากคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. แล้ว ซึ่ง ครม.ได้มีมติมอบหมายให้ตน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดำเนินการตามแนวทางที่คณะกรรมการฯ เสนอ ครอบคลุมหลายมาตรการ โดยเฉพาะการบริหารจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่มีความผันผวนสูง
โดยแนวทางสำคัญในการดูแลราคาน้ำมัน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนปัจจัยจากตลาดโลก เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าประกันภัยและค่าขนส่ง
และส่วนกลไกภายในประเทศ โดยเฉพาะการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยพยุงราคา ยืนยันว่า เป็นการแบ่งเบาภาระประชาชน ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ แต่ปัจจุบัน พบว่าค่าการกลั่นซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคาน้ำมัน มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติ โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร แต่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 7 บาทต่อลิตร และในช่วงต้นเดือนเมษายนเพียงไม่กี่วัน ค่าการกลั่นพุ่งสูงถึงประมาณ 16 – 17 บาทต่อลิตร
ตัวเลขดังกล่าว จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด โดยจะเรียกดูข้อมูลต้นทุนจริงจากโรงกลั่นทั้งหมด เพื่อนำมาคำนวณเปรียบเทียบว่าเป็นการเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่ามีกำไรส่วนเกินเกิดขึ้นผิดปกติ จะต้องมีการนำส่วนต่างดังกล่าวกลับคืนสู่ระบบ
สำหรับแนวทางดำเนินการ มี 2 กลไกหลัก ได้แก่ การหารือร่วมกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ปรับลดกำไรส่วนเกินโดยสมัครใจ และ การใช้อำนาจของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น หากไม่สามารถหาข้อยุติได้ พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการจะอ้างอิงจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ตัวเลขสมมติหรือการคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ภาวะปกติ จึงต้องใช้ข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ
สำหรับข้อเสนอจากนักวิชาการ ที่ระบุว่า ในภาวะปกติ ค่าการกลั่นไม่ควรเกิน 3 บาทต่อลิตรนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุด้วยว่า หากในภาวะวิกฤต มีค่าการกลั่นสูงกว่าระดับดังกล่าว จะต้องคำนวณหาส่วนเกินและพิจารณามาตรการปรับลดอย่างเหมาะสม โดยขณะนี้ประเทศไทยใช้ระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับเพิ่มสูงกว่าน้ำมันดิบอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ค่าการกลั่นสูงขึ้นผิดปกติ ทั้งที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบมาผลิตเอง จึงจำเป็นต้องทบทวนกลไกดังกล่าว
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีการปรับขึ้นหรือลดลงหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า เรื่องดังกล่าวต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายนอก จากราคาตลาดโลกและปัจจัยภายใน จากโครงสร้างราคา ซึ่งหากสามารถปรับกลไกภายในได้อย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสช่วยชะลอ หรือปรับลดราคาขายปลีกลงได้ในระยะสั้น








