นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานาการณ์สาธารณภัย (Situation Awareness Team: SAT) เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีระดมทรัพยากรและสรรพกำลังในการปฏิบัติงานลดฝุ่น PM 2.5 อย่างเต็มกำลัง รวมถึงกำหนดมาตรการในการดำเนินการควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ หากพบไฟป่าในพื้นที่ ให้เร่งควบคุมและทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันการลุกลามขยายวงกว้าง โดยมี ผู้แทนสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กรมอุตุนิยมวิทยา ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ ผู้แทนสำนัก/กองส่วนกลาง ปภ. ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และการเกิด จุดความร้อน (Hotspot) พบว่า ภาพรวมของสถานการณ์ฝุ่นละอองยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังและมีแนวโน้มสะสมตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ยังคงเกินมาตรฐาน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ และจากการคาดการณ์สถานการณ์ในอีก 7 วันข้างหน้า ฝุ่นละอองจะยังคงอยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และคุณภาพอากาศ ในช่วง 1 – 2 วันข้างหน้า ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ สอดคล้องกับจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ที่กระจายตัวหนาแน่น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ป่า ประกอบกับมีฝุ่นควันข้ามพรมแดนที่พัดเข้ามาสะสมตามแนวเขา ยิ่งส่งผลให้ปริมาณฝุ่นสะสมเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมทรัพยากรและสรรพกำลังในกาบูรณากาการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง และจังหวัดต่างๆ ได้มีการกำหนดมาตรการ ในการดำเนินการควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเฝ้าระวังและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน
สำหรับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้มีการระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเชิงรุกในการลดปริมาณฝุ่นละอองในบรรยากาศให้ลดลงโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ดับเพลิงฉีดหมอกน้ำด้วยระบบควบคุมระยะไกล (LUF-60) รถบรรทุกน้ำ ออกปฏิบัติการฉีดพ่นละอองน้ำ โดยมุ่งเน้นในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองสูง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน นอกจากนี้ จังหวัดต่างๆ ยังได้มีการจัดชุดปฏิบัติการลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงและดับไฟป่าอย่างเข้มข้น โดยได้มีการประกอบกำลังจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยทหาร ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ท้องถิ่น กรมป่าไม้ กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองกำลังอาสารักษาดินแดน ออกลาดตระเวน ตรวจตรา และดับไฟป่าอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้กระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายทันที
นายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า เนื่องจากสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงเน้นย้ำให้ทุกจังหวัด บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ หากพบเกิดไฟป่าในพื้นที่ ให้เร่งเข้าควบคุมไฟและทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันการลุกลามขยายวงกว้าง รวมถึงให้บูรณาการชุดข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการทำงานเชิงรุกและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด พร้อมขอให้จังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าหรือมีค่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เร่งระดมสรรพกำลังในทุกด้าน เพื่อให้เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทั้งผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว ตลอดจนเน้นย้ำให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต เตรียมความพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัยและอุปกรณ์กู้ภัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของจังหวัด ให้พร้อมปฏิบัติงานทันที ตลอด 24 ชั่วโมง และหากจังหวัดที่ต้องการการสนับสนุนปฏิบัติทางอากาศยานในการควบคุมไฟป่า ให้ประสานงานไปยังศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ซึ่งจะอำนวยการ ประสาน และสั่งการปฏิบัติทางอากาศยาน เพื่อการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ
ทั้งนี้ ประชาชนที่พบเห็นสถานการณ์ไฟป่าหรือได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหมอกควัน สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแอปพลิเคชัน “Thai Disaster Alert” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการระงับเหตุโดยทันที








