นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,335 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.5 จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มแรงกดดันต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงความผันผวนของราคาสินค้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 45.5 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 53.0 ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 36.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.3 ในเดือนก่อนหน้า และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.2 แม้ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นแต่ปรับตัวลดลงจากระดับ 59.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียดและมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น ภาคการส่งออกเผชิญความเสี่ยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพของประชาชนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ล้วนเป็นแรงกดดันความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ สถานะทางการเงิน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพ อย่างไรก็ดี เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นยังช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐให้มีความต่อเนื่องและชัดเจนยิ่งขึ้น และหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง คาดว่าจะช่วยให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมทยอยฟื้นตัวและบรรเทาความกังวลของประชาชนได้ในระยะต่อไป
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 30.42 รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 26.19 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 17.77 มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 10.12 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 5.21 การเมือง ร้อยละ 4.47 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 4.25 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 1.29 และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 0.28 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงเข้าสู่ระดับไม่เชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 48.3 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 45.2 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 44.4 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 44.1 และ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.9
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพปรับตัวลดลงสู่ระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 49.4 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 47.2 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.2 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 44.4 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 43.6 และ นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 41.1 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 31.5 ในเดือนปัจจุบัน
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงเข้าสู่ระดับไม่เชื่อมั่นในรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 โดยสาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวกระทบความรู้สึกของประชาชนในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทั้งในด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และปัญหาจากสภาวะอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงตึงตัวในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องในการกระจายการจำหน่ายน้ำมันทั่วประเทศ จนกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ปัญหาด้านพลังงานยังได้ขยายวงความกังวลไปยังระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาวะค่าครองชีพของประชาชนที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่องให้ตึงตัวมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของตลาดโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศและการส่งออก ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ในการนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับมาตรการเชิงรุกเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อการกำกับดูแลและลดภาระประชาชนอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ โดยที่ผ่านมาผู้บริหารกระทรวงและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องร่วมกับกลไกจังหวัดได้มีมาตรการเชิงรุกและลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเฝ้าระวังการกักตุนสินค้าและป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควร พร้อมกันนี้ได้เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงลึกภายใต้ “โครงการไทยช่วยไทย” ผ่านการบูรณาการร่วมกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ประกอบการค้าส่ง-ปลีกสมัยใหม่ทั่วประเทศ ในการคัดเลือกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อสร้างกลไกการลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด นอกจากนี้ ยังมีมาตรการธงฟ้าราคาประหยัดที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยจะขยายจุดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นราคาเหมาะสมได้อย่างสะดวก รวมทั้งมาตรการเฉพาะด้านเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมาย อาทิ การบริหารจัดการปุ๋ยสำหรับเกษตรกร และการบริหารจัดการต้นทุนและโลจิสติกส์สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ส่งออก ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดำเนินการและบูรณาการมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนภายใต้ข้อจำกัดจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป








