อนุทิน ลั่นปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติสุดซอย ชี้นอมินีไม่รอด มาตรการการเงินสกัดเข้ม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการแถลงข่าว กรณีการยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในหลายคดี ได้แก่ คดีของนางสาวแตงไทยฯ กรณีมิสเตอร์ยิม เลี๊ยก (Leak Yim) นางวิรินยาฯ นายเบน สมิธ (Mr. Smith Ben) และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก โดยย้ำถึงมาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดของภาครัฐ

นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีการควบคุมนอมินีต่างชาติว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้เพิ่มความเข้มงวดด้านกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินอย่างมาก โดยมีหลายหน่วยงานร่วมกำหนดมาตรการ ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำให้แม้จะมีการจัดตั้งบริษัทนอมินี หากพบธุรกรรมทางการเงินที่มีลักษณะผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจทั่วไป เจ้าหน้าที่สามารถใช้เป็นเหตุอันควรสงสัยเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบและขยายผลได้ทันที

นายกรัฐมนตรี อธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่จะพิจารณาความสอดคล้องของรายได้ ทรัพย์สิน และพฤติกรรมทางการเงิน เช่น กรณีบุคคลที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง อาทิ เรือยอร์ช หรือรถซูเปอร์คาร์จำนวนมาก แต่ไม่สอดคล้องกับอาชีพหรือรายได้ ย่อมเข้าข่ายต้องสงสัยและนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนต่อไป จนสามารถขยายผลไปยังเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศได้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการติดตามเส้นทางการเงิน ซึ่งย้ำว่า “หากกระทำผิดกฎหมาย โอกาสรอดเป็นไปได้ยาก”

เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตถึงกรณีบริษัทนิติบุคคลที่ถูกใช้เป็นบริษัทผีในอดีต นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากผลการดำเนินการล่าสุด พบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีตัวตนชัดเจน ไม่ใช่บุคคลลวง พร้อมชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่สามารถติดตามและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ภายหลังการยกระดับความเข้มงวด ทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกเช่นในอดีต โดยเฉพาะผู้ต้องหาต่างชาติที่ถูกดำเนินการและส่งกลับประเทศต้นทางแล้วหลายราย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีมาตรฐานที่ชัดเจนในการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงไม่เปิดช่องให้มีการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่ง ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมลักษณะดังกล่าวอย่างสุดซอยและเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมย้ำว่าการกำกับดูแลหน่วยงานสำคัญ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของนายกรัฐมนตรี ทำให้ไม่สามารถใช้ความสัมพันธ์หรืออิทธิพลแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้

ส่วนประเด็นที่ผู้ต้องหามีการจัดตั้งทีมทนายความจำนวนมากเพื่อต่อสู้คดี นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่ว่าทนายความจะมีความสามารถเพียงใด หากพยานหลักฐานชัดเจนว่ากระทำผิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผิดได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง