กระทรวงสาธารณสุข เผยสถิติผู้สูงอายุเป็นผู้ขับขี่เองถึงร้อยละ 80 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้น 2 เท่า และเสี่ยงเป็นผู้ป่วยวิกฤตสีแดงมากกว่าวัยอื่น สงกรานต์ 2569 นอกจากรณรงค์ลดความเร็ว ดื่มไม่ขับ ง่วงไม่ขับ ยังมุ่งเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ ให้ อสม.ช่วยเช็กโรคประจำตัว ยาที่ทำให้ง่วงซึม คัดกรองผู้ขับขี่สูงอายุที่ “ด่านชุมชน” ลดเสี่ยงอุบัติเหตุ แนะ 3 ข้อประเมินสมรรถนะผู้สูงอายุก่อนขับขี่ และ 5 ข้อควรเลี่ยงขณะขับรถ
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการแถลงข่าวเตรียมความพร้อมช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 “Songkran Family Safety Plus ครอบครัวปลอดภัย ลูกหลานใส่ใจ สูงวัยยิ้มได้” โดยมี นายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าว
นายแพทย์วีรวุฒิ กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่รวมถึงวันผู้สูงอายุและวันครอบครัว ซึ่งทุกคนจะได้กลับไปใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งเน้นรณรงค์กลุ่มผู้สูงอายุเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการลดความเร็ว ดื่มไม่ขับ และง่วงไม่ขับ เนื่องจากสถิติในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จาก 2,150 ราย ในปี 2554 เป็น 4,342 ราย ในปี 2568 โดยเป็นผู้ขับขี่เองถึงร้อยละ 80 ผู้ที่จะขับขี่จึงควรคำนึงถึง 5 หัวใจสำคัญของการเดินทางอย่างปลอดภัย ได้แก่ การมองเห็นที่ดี (Safe-Vision) ร่างกายที่พร้อม (Safe-Body) สมาธิและการตัดสินใจที่เหมาะสม (Safe-Brain) โรคประจำตัวและยาที่ส่งผล (Safe-Health) และหากขับไม่ไหวให้ลูกหลานดูแลไปส่ง (Safe-Care) สำหรับการเตรียมความพร้อมระบบบริการสาธารณสุข จะมีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินฯ ตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และมอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ประจำด่านชุมชนทั่วประเทศ ช่วยคัดกรองและให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ผู้ขับขี่สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวและใช้ยาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ เช่น ยาแก้แพ้ หรือยานอนหลับ พร้อมทั้งแนะนำให้ลูกหลานพาผู้สูงอายุไปตรวจประเมินความพร้อมทางร่างกายก่อนขับขี่
นายแพทย์เอนก เน้นย้ำถึงพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญที่ทำให้การบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงขึ้นในช่วงเทศกาล คือ การขับรถเร็วและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งการดื่มเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อการประมวลผลและการตัดสินใจแล้ว กรมควบคุมโรคจึงร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น พร้อมขอความร่วมมือประชาชนคาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกนิรภัย และใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ประเมินสมรรถนะทางกายของผู้ขับขี่สูงวัยใน 3 ด้าน ได้แก่ การมองเห็นและการได้ยินที่ชัดเจน (Safe-Vision) ร่างกายที่เคลื่อนไหวคล่องตัว (Safe-Body) และสมาธิหรือการตัดสินใจที่รวดเร็ว (Safe-Brain) ซึ่งหากพบว่าความสามารถเหล่านี้ลดลง ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่และให้ลูกหลานเป็นผู้ขับแทน
ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า สพฉ. มุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและ Soft Power ของไทย โดยเตรียมความพร้อมตั้งแต่ให้ความรู้ประชาชนเรื่องการขับขี่ เล่นน้ำ และการปฐมพยาบาล รวมทั้งบูรณาการร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงสูงสุด 30 อันดับผ่านระบบ NDEMS ทั้งนี้ ประชาชนสามารถมั่นใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุ 1669 ทั่วประเทศ หน่วยปฏิบัติการแพทย์ 4,903 แห่ง รถพยาบาล 24,793 คัน ทีมแพทย์ทางอากาศ (Thai Sky Doctor) 35 ชุด และประสานกระทรวงพลังงานสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถฉุกเฉินให้เพียงพอปฏิบัติงานได้ไม่สะดุด








