คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการและอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 260.60 ล้านบาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชนจากผลกระทบสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท 2. โครงการ “เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน” จัดงานธงฟ้า รถโมบาย รถพุ่มพวง และตลาดชุมชนทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท 3. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัดทั่วประเทศ ลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ในเรื่องนโยบายการลดค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งการดูแลต้นทุนภาคการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย ในส่วนของมาตรการระยะสั้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ของประชาชน ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศมากกว่า 300 ราย เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัด โดยมีการลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 58 เนื่องจากรัฐบาลตระหนักดีว่าเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ขณะนี้มีสินค้าที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 3,000 รายการ และได้กระจายจำหน่ายไปแล้วในพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงในกรุงเทพมหานครในหลายจุด ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการแล้วและจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สำหรับระยะต่อไปหรือเฟสที่สอง ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จะมีการดำเนินการเพิ่มเติมใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. การส่งเสริมสินค้า SME โดยรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศนำสินค้าของตนเองเข้าสู่ระบบ เพื่อคัดเลือกสินค้า SME ที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการจำหน่ายเข้าสู่เครือข่ายร้านค้า
ทั่วประเทศ หากสินค้าใดมีคุณภาพพร้อมจำหน่ายก็จะสามารถเข้าสู่ระบบตลาดได้ทันที แต่หากยังต้องการการพัฒนาเพิ่มเติม รัฐบาลจะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ในเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (มอก.) และกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องมาตรฐาน อย. เพื่อยกระดับสินค้า SME ให้สามารถจำหน่ายได้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ มาตรการนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีเป้าหมายทั้งในด้านการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด และการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายเล็กในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ยังได้ขออนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนการจำหน่ายสินค้า SME ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างน้อย 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, TikTok และ LINE ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้จะยกเว้นค่าธรรมเนียม GP (Gross Profit) ให้แก่ผู้ประกอบการในช่วงโครงการ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนค่าขนส่งสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อไม่ต้องเสียค่าจัดส่ง และผู้ขายไม่ต้องถูกหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในส่วนของผู้บริโภครัฐบาลจะจัดทำคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ โดยเป็นคูปองลดราคาใบละ 100 บาท รายการละ 250 ใบ จำนวน 2,000 รายการ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทดลองใช้สินค้า SME ซึ่งโครงการนี้จะคัดเลือกผู้ประกอบการ SME ที่มีการผลิตสินค้าเองจริง ไม่ใช่เพียงการซื้อมาขายไป และมีมาตรฐานพร้อมจำหน่ายออนไลน์ในระยะแรกตั้งเป้าหมายให้มีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 2,000 รายเข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการที่ผ่านคุณสมบัติ จะสามารถนำสินค้าเข้าสู่ทั้ง 4 แพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าว พร้อมทั้งได้รับสิทธิ์การยกเว้นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และการสนับสนุนค่าขนส่งจากภาครัฐ
2. การส่งเสริมการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลทางออนไลน์ Key Opinion Leader (KOL) เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์สินค้า SME ที่ได้รับความนิยม ช่วยสร้างการรับรู้ สร้างแบรนด์ และขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการ SME ที่เข้าร่วมโครงการในระยะต่อไป รัฐบาลตั้งเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการ SME ทั้งระบบให้มีผู้เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย
นอกจากนี้ยังมีโครงการ “เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน” จัดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษสำหรับพื้นที่ที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น พื้นที่ชนบทห่างไกล หรือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านการจัดโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” จำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ยร้อยละ 30–60 ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 200 รายการ เช่นข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณให้กระจายสินค้าไปยังจุดจำหน่ายมากกว่า 500 จุดทั่วประเทศ ในช่วงเดือนเมษายน–สิงหาคม 2569 โดยรัฐบาลยังได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการจัดจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนในราคาพิเศษให้กับโรงเรียนมากกว่า 1,000 แห่ง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคม อีกทั้งได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงยุติธรรม ในการจัดตลาดนัดประมาณ 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนสามารถนำสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนมาจำหน่ายโดยตรง และได้รับความร่วมมือจากภาคพลังงานในการใช้พื้นที่สถานีบริการน้ำมันเป็นจุดจัดตลาดนัด เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบกันโดยตรง ในกรณีที่สินค้าเกษตรบางประเภทมีราคาตกต่ำ รัฐบาลจะใช้มาตรการซื้อนำตลาด คือการเข้าไปซื้อผลผลิตจากเกษตรกรก่อนที่ราคาจะตกต่ำเกินสมควร จากนั้นจะนำผลผลิตดังกล่าวไปใช้ในหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงยุติธรรมจะส่งต่อไปยังกรมราชทัณฑ์ ส่วนกระทรวงกลาโหมจะส่งต่อไปยังหน่วยทหาร ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณและยังช่วยระบายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงตลาดนัดหรือร้านค้าธงฟ้าได้ รัฐบาลจะใช้รูปแบบ “ธงฟ้าเคลื่อนที่” และโครงการรถพุ่มพวงในการกระจายสินค้า ปัจจุบันมีรถอยู่ในระบบประมาณ 2,000 คัน และมีแผนเปิดรับผู้ประกอบการเพิ่มเติมให้ครบประมาณ 5,000 คัน โดยผู้ที่มีรถสามารถมาลงทะเบียนรับสินค้าราคาพิเศษไปจำหน่ายในพื้นที่ห่างไกลได้ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรการทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SME โดยใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับมาตรการระยะยาวด้านปุ๋ย ได้ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสหกรณ์การเกษตร (สกต.) โดยกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลสูตร “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประสานผู้ประกอบการในการจัดหาแม่ปุ๋ย และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรนำไปจำหน่ายให้เกษตรกรในแต่ละชุมชน พร้อมทั้งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จาก ธ.ก.ส. โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยในระดับครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากสภาพดินมีความแตกต่างกัน และลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ขณะเดียวกันยังได้หารือร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อพัฒนางานวิจัยให้มีความแม่นยำมากขึ้นในการวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยตามฤดูกาลและชนิดพืช
สำหรับสถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบัน ปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ มีการใช้ประมาณร้อยละ 36 ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมดในประเทศ ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้เกิดกับปุ๋ยทุกประเภท แต่เกิดเฉพาะกับวัตถุดิบบางชนิด เดิมรัฐบาลประเมินว่าปริมาณปุ๋ยในประเทศจะเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม จากทั้งสต็อกในประเทศและสินค้าที่อยู่ระหว่างการนำเข้า แต่ในช่วงเดือนมีนาคมได้เกิดสถานการณ์เรือขนปุ๋ยอย่างน้อย 5 ลำติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานเพื่อขอให้มีการปล่อยเรือดังกล่าวออกมา เพื่อนำวัตถุดิบเข้าสู่ประเทศ ภาครัฐและสมาคมผู้ผลิตปุ๋ยได้ร่วมกันหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เช่น มาเลเซียและบรูไน แม้ปริมาณจะยังไม่มาก แต่ก็ช่วยให้สามารถขยายระยะเวลาความเพียงพอของปุ๋ยออกไปได้จนถึงเดือนพฤษภาคม ปัจจุบันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมเดินทางไปเจรจาหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม และได้ทำงานร่วมกับสมาคมปุ๋ยในการปรับสูตรปุ๋ย เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอและไม่เกิดภาวะขาดแคลน
อีกทั้งเรื่องราคาปุ๋ย แม้ขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตให้ปรับขึ้นราคา แต่ต้นทุนการนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัย ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการควบคู่กันทั้งด้านการจัดหาปุ๋ยและการดูแลราคา กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนให้เกษตรกรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเพิ่มปริมาณและปรับเพิ่มการสนับสนุนจากเดิม 200 บาทต่อกระสอบ สำหรับ 5 กระสอบ เป็น 300 บาทต่อกระสอบ สำหรับ 5 กระสอบ ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการซื้อสารเคมีทางการเกษตรเพิ่มเติม จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 50 บาท รวมแล้วครัวเรือนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือประมาณ 1,550 บาท โดยเกษตรกรต้องมีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” และหากเกษตรกรมีบัตรดินดี ที่ได้รับการรับรองแล้ว จะสามารถซื้อปุ๋ยเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ และจะได้รับคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มอีก 250 บาท รวมแล้วเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการครบทุกเงื่อนไขจะได้รับการสนับสนุนรวมประมาณ 2,100 บาท นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือกับโรงงานผลิตปุ๋ยในการให้ส่วนลดเพิ่มเติมอีก 50 บาทต่อกระสอบ ผ่านสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายประมาณ 10 ล้านกระสอบ เพื่อช่วยพยุงราคาปุ๋ยในช่วงนี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ร่วมมือสมาคมผู้ผลิตปุ๋ยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปรับสูตรเคมีให้มีความหลากหลาย ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า เพื่อยืดระยะเวลาการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ การควบคุมราคาแม้ว่าปุ๋ยจะเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา แต่พบว่ามีผู้ประกอบการบางรายปรับราคาขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต รัฐบาลจึงได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดร่วมกับกลไกของกระทรวงมหาดไทยลงตรวจพื้นที่มากกว่า 1,000 แห่ง พบผู้กระทำผิดจำนวน 48 ราย ซึ่งบางรายดำเนินคดีเสร็จสิ้นแล้ว และบางรายยังอยู่ระหว่างการสอบสวน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือจากเกษตรกร สื่อมวลชน และประชาชน หากพบการจำหน่ายปุ๋ยในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ทั้งที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสายด่วน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที







