“สงกรานต์” เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทย ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตามคติโบราณที่สืบทอดกันมาแต่เดิมจนถึงปัจจุบัน ถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย โดยปกติกำหนดวันสงกรานต์ไว้ 3 วัน วันแรกเรียกว่า วันมหาสงกรานต์ คือวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีน เข้าสู่ราศีเมษ วันที่ 2 เป็นวันเนา และวันที่ 3 เป็นวันเถลิงศก (วันขึ้นปีใหม่เปลี่ยนจุลศักราช) สงกรานต์แปลว่า ผ่านหรือเคลื่อนย้ายไปเพราะระยะเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์แรกยกขึ้นสู่ราศีหรือหมู่ดาวใด กว่าจะผ่านพ้นแล้วเข้าสู่อีกราศีหนึ่งก็เป็นเวลาได้เดือนหนึ่ง เมื่อผ่านไปตามจักรราศี โดยลำดับจนครบ 12 ราศีก็เป็นเวลาได้ปีหนึ่ง เรียกชื่อเดือนว่า เมษายน พฤษภาคม และเดือนอื่นๆ ต่อไป
โดยตำนานเกี่ยวกับนางสงกรานต์นั้นได้มีปรากฏในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ว่า นางสงกรานต์ คือธิดาทั้ง 7 องค์ของท้าวกบิลพรหม ผู้ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันอัญเชิญพระเศียรของบิดาแห่รอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปีในวันสงกรานต์ เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดในแต่ละปีก็จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ หากตรงกับวันอาทิตย์จะชื่อ“ ทุงษเทวี” ตรงกับวันจันทร์ชื่อ“ โคราดเทวี” ตรงกับวันอังคารชื่อ“ รากษสเทวี” ตรงกับวันพุธชื่อ“ มัณฑาเทวี” ตรงกับวันพฤหัสบดีชื่อ“ กิริณีเทวี” ตรงกับวันศุกร์ชื่อ“ กิมิทาเทวี” ตรงกับวันเสาร์ชื่อ“ มโหทรเทวี”
โดยปี 2569 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม แจ้งว่า ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ประกาศสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 ดังนี้ ปีมะเมีย (เทวดาผู้หญิง ธาตุไฟ) อัฐศก จุลศักราช 1388 ทางจันทรคติ เป็น อธิกมาส ทางสุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน วันที่ 14 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติ ตรงกับวันอังคาร แรม 12 ค่ำ เดือน 5 เวลา 10 นาฬิกา 34 นาที 35 วินาที นางสงกรานต์ ทรงนามว่า “รากษสเทวี” ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จยืนมาเหนือหลังวราหะเป็นพาหนะ วันที่ 16 เมษายน เวลา 14 นาฬิกา 40 นาที 12 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น 1388 ปีนี้ วันจันทร์ เป็น ธงชัย, วันเสาร์ เป็น อธิบดี, วันอาทิตย์ เป็น อุบาทว์, วันจันทร์ เป็น โลกาวินาศ ปีนี้ วันพฤหัสบดี เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า นาคให้น้ำ 3 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 2 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ (ด้วง และแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราสีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย
สงกรานต์ ถือเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ เป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน โดยใช้น้ำเป็นสื่อในการเชื่อมสัมพันธไมตรี
ประเพณีสงกรานต์ประกอบด้วยมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นอันหลากหลายของชุมชนทั่วประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2554 ประเพณีสงกรานต์ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ณ เมืองคาซาเน สาธารณรัฐบอตสวานา องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year Festival) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (The Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมก่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเอง ตลอดจนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย
ในการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติครั้งนี้ จะเป็นการสร้างพื้นที่การเรียนรู้เรื่องอัตลักษณ์และความหลากหลายของการเฉลิมฉลองประเพณีสงกรานต์ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ผู้คนในแต่ละภูมิภาคจะได้เรียนรู้วิธีคิดและวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม เกิดความภาคภูมิใจ และการเชิดชูวัฒนธรรมอันเกี่ยวข้องกับประเพณีสงกรานต์ในฐานะที่เป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2525 อนุมัติให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี ให้เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” เป็นวันที่ถูกผูกรวมไว้กับวันสงกรานต์ ซึ่งหน่วยงานและองค์กรทุกภาคส่วนก็ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้นทุกปี เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ตามศักยภาพของตนเองอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ส่งเสริมการเรียนรู้และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้สูงอายุ
อีกทั้งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2532 คณะรัฐมนตรี อนุมัติให้วันที่ 14 เมษายน ของทุกปี เป็น “วันครอบครัว” ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของไทย เพราะโดยส่วนใหญ่ในวันนี้เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพบปะกันได้โดยสะดวก จึงให้ถือโอกาสเดียวกันนี้เป็นวันแห่งการรวมญาติ รวมครอบครัว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบุพการี รดน้ำดำหัว ตลอดจนการขอพรผู้ใหญ่ตามประเพณีไทยที่เคยปฏิบัติกันมา
นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมยังได้จัดงาน “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand ใน 5 เมืองอัตลักษณ์ ได้แก่
1. การจัดงานมหาสงกรานต์ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ สู่เมืองมรดกโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 11 – 18 เมษายน 2569 กิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ ขบวนแห่รอบคูเมืองเชียงใหม่ ประเพณีแห่พระพุทธสิหิงค์ และงานประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์
2. การจัดงานมหาสงกรานต์ขอนแก่น ประจำปี 2569 (ถนนข้าวเหนียว วิถีชีวิตแห่งอีสาน) จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 10 – 16 เมษายน 2569 กิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ ประเพณีสงกรานต์อีสานดั้งเดิม งานสืบสานสงกรานต์วิถีไทยบ้าน รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ เทศกาลดอกคูนเสียงแคน การแสดงแสงสีเสียง การเล่นคลื่นมนุษย์
ไร้แอลกอฮอล์
3. การจัดงานสาดศิลป์ ริมทะเล เสน่ห์สงกรานต์ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 17 – 19 เมษายน 2569 กิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ รำวงย้อนยุค การละเล่นพื้นบ้าน การสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์โบราณ ประติมากรรมเจดีย์ทรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
4. การจัดงานวิถีชีวิตชาวไทยรามัญ เชื่อมสัมพันธ์สงกรานต์พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 12 – 13 เมษายน 2569 และวันที่ 24 – 26 เมษายน 2569 กิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ สาธิตการทำธงตะขาบ การละเล่นพื้นบ้าน (สะบ้ารามัญ) ขบวนรถบุปผชาติ วิถีชีวิตชุมชนมอญ
5. การจัดงานมหาสงกรานต์ แห่นางดาน – ส่งเจ้าเมืองเก่า รับเจ้าเมืองใหม่ ประจำปี 2569 จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 กิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ สรงน้ำพระบรมธาตุ ประเพณีแห่นางดาน และพิธีโล้ชิงช้า หนึ่งเดียวในไทย
ส่วนที่กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นประดิษฐานบนมณฑป บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร เพื่อให้ประชาชนกราบสักการะและสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคล ในงานเทศกาลมหาสงกรานต์กรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 12 – 14 เมษายน 2569 และจะอัญเชิญกลับมายังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในวันที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น.








