นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สุลต่านฮัยซัม บิน ฏอริก แห่งรัฐสุลต่านโอมาน ณ พระราชวังบัยต์ อัล บารากา กรุงมัสกัต โดยนายสีหศักดิ์ แสดงความขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ได้ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยกรณีเรือ “มยุรีนารี” ถูกโจมตีและอำนวยความสะดวกให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งชื่นชมวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศของสุลต่านฯ ภายใต้ Oman Vision 2040 และนโยบายการต่างประเทศที่เป็นกลางซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ด้านสุลต่านฮัยซัม ทรงชื่นชมประเทศไทยและแสดงความยินดีที่ไทยและโอมานมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด อีกทั้งทรงแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนี้นายสีหศักดิ์ ได้เชิญเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ
นอกจากนี้ยังได้พบหารือกับนายซัยยิด บัดร์ บิน ฮะมัด บิน ฮะมูด อัลบูซัยดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ณ กรุงมัสกัต ที่ได้ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเรือ “มยุรีนารี” และอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในการกู้เรือ โดยทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ในภูมิภาคและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และย้ำความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันของประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และสนับสนุนการใช้การเจรจาทางการทูตที่นำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวรเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในสาขาที่สำคัญ ได้แก่ ความมั่นคง พลังงาน โลจิสติกส์ เกษตรและประมง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
อีกทั้งได้พบปะชุมชนไทย จากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ ภาคธุรกิจ พนักงานบริษัท ปตท. สผ. พนักงานสายการบินโอมานแอร์ นักเรียนไทยในโอมาน ตลอดจนผู้ประกอบอาชีพในภาคบริการ เช่น สปาและร้านอาหารไทยในโอมาน โดยได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือคนไทยกลับประเทศ พร้อมทั้งขอให้คนไทยติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ และจากสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างใกล้ชิด ประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด
ส่วนการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวเปิดเผย
ถึงความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยพลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า แผนประทุษกรรมมีหลายรูปแบบทั้งทางบก และทางน้ำที่สามารถยืนยันได้ว่าต่อไปนี้จะไม่มี “ไอ้โม่ง” แต่ต่อไปนี้จะมีแต่ผู้ต้องหา
โดยกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบทั้งระบบ ด้วยการประสานความร่วมมือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ผ่านมาของหลายหน่วยงานอาจมีความคลาดเคลื่อนจึงมีข้อจำกัด และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ แต่ขณะนี้นายเอกนัฏ ได้ตีกรอบมาตรการเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลจะกระชับและสามารถทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ให้เท่าเทียมกันเพื่อความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
ปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้กระทรวงยุติธรรมได้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด หลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษได้มีมติให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ จากการตรวจสอบเชิงลึกและการลงพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบข้อเท็จจริงและความผิดปกติที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ดังนี้
1. พฤติกรรมเรือต้องสงสัย ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (สัญญาณ AIS : Automatic Identification System) และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญคือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) และมี 2 เที่ยวเรือที่มีการจอดเทียบกันในทะเล (Ship to Ship : STS) นอกจากนี้ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วัน ของ 8 บริษัท รวม 20 เที่ยวเรือ
2. ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนมีนาคม ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานี ที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทางมากกว่าปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริงน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างการขนส่ง
3. ตรวจพบพฤติกรรมการกักตุนน้ำมันในคลังขนาดใหญ่ จากการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 ขนาดใหญ่ 6 แห่งในสุราษฎร์ธานี พบว่าในเดือนมีนาคม คลังบางแห่งมีปริมาณการรับน้ำมันเข้า มากกว่าการขายออก ซึ่งต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน เข้าข่ายพฤติการณ์ปฏิเสธหรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันควร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งมีโทษจำคุกถึง 7 ปี
4. พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกหนังสือเรียกเจ้าของบริษัทเรือที่พบความผิดปกติทั้ง 8 บริษัท ให้มาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ข้อเท็จจริงและได้ขอรับโอนสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาเป็นคดีพิเศษแล้ว
5. ขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน จะดำเนินการเร่งติดตามและนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป
6. สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดต้องสงสัยในหลายจังหวัด พร้อมเข้าตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน โรงกลั่น จำนวน 6 แห่ง คลังน้ำมัน จำนวน 92 แห่ง และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ได้เข้าตรวจสอบ จำนวน 4 จุด ที่จังหวัดระยอง ขอนแก่น สมุทรสาคร และปทุมธานี พบพฤติการณ์การกระทำผิดในหลายรูปแบบ เช่น การลักลอบถ่ายเทน้ำมัน รับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมันรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมัน การดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกักตุนน้ำมันเพื่อประวิงเวลาในการจำหน่าย โดยได้ดำเนินคดีกับนิติบุคคลและบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขบวนการที่พบเป็นการซ้ำเติมประชาชนจากภาวะขาดแคลนในช่วงวิกฤต การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ผ่านมาแทนที่จะได้นำเงินไปอุดหนุนราคาให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่ปรากฏว่าไปเป็นกำไรของผู้ค้าเกินควร ดังนั้นถ้ามีส่วนไหนที่ทำให้กองทุนน้ำมันต้องเสียหายจะต้องเรียกค่าเสียหายคืน ซึ่งนอกจากกลุ่มทุนเอกชนแล้ว จากข้อมูลตัวเลขกระทรวงพลังงาน กรมเจ้าท่า และกรมสรรพสามิต รายงานไม่ตรงกัน และส่อแววว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สอดคล้องกับที่ DSI ระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังมีเอกสารสำคัญที่ต้องการใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน พร้อมยืนยันว่า จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ละเว้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล จะส่งทั้งหมดให้ DSI และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินคดีทั้งหมด








