“ศุภจี” เพิ่มช่องทางออนไลน์จำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” “คมนาคม” เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน ถึง 19 เม.ย. นี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมพลังแพลตฟอร์มออนไลน์และเดลิเวอรีชื่อดัง เช่น Shopee Lazada TikTok Grab และ LINE MAN เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านช่องทางออนไลน์และกระจายสินค้าราคาประหยัด ให้ประชาชน โดยเฉพาะหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและอำนวยความสะดวกประชาชน ให้เข้าถึงสินค้าไทยช่วยไทยได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ในระดับหนึ่ง ภายหลังเปิดตัวสินค้าไทยช่วยไทยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า สินค้าไทยช่วยไทยเริ่มจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และนำส่งสินค้าโดยพนักงานเดลิเวอรีตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยนำสินค้าไทยช่วยไทยที่เป็นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์จาก 3 โมเดิร์นเทรดชื่อดัง ได้แก่ Tops Big C และ Lotus เข้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น สินค้าอุปโภค อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน สินค้าบริโภค อาทิ ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง มาจำหน่ายในราคาลดพิเศษเฉลี่ย 20 – 50% และจะนำส่งสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบเดลิเวอรีจาก Grab และ LINE MAN ซึ่งได้รับความร่วมมือไม่เก็บค่าจัดส่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร และมอบคูปองส่วนลดพิเศษแก่ผู้สั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในรูปแบบ “ลดแล้ว..ลดอีก” ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเต็มที่ มั่นใจว่าการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านช่องทางออนไลน์จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นการรับรู้และสร้างทางเลือกการเข้าถึงสินค้าไทยช่วยไทยที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภค และเตรียมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยให้ใกล้ชิดประชาชนในส่วนภูมิภาคมากขึ้น

อีกทั้ง นางศุภจี ได้เน้นย้ำแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ว่า จะดำเนินนโยบายในทุกมิติทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับระยะยาว เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่เป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ครอบคลุมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและการสร้างสมดุลการส่งออก

ขณะที่การช่วยเหลือภาคขนส่ง ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง ครอบคลุมรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า และรถรับจ้าง วงเงินรวมประมาณ 2,060 ล้านบาทนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ออกประกาศมาตรการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงกลุ่มรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า) โดยเงื่อนไขการได้รับสิทธิช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 (รวม 42 วัน) ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการ และกรมการขนส่งทางบกได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ

1. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่ง ตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร

2. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพมหานคร (รถมินิบัส รถตู้โดยสารและรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร

3. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทาง
ที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน

4. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน

5. รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย รถบัส 5,000 บาทต่อคัน และรถมินิบัสและ
รถตู้โดยสาร 3,600 บาทต่อคัน

กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลเมตร

กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง

1. รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร 

2. รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร

กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ)

1. รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่รับจ้าง โดยต้องมีระยะทางขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร

2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือ สามารถกรอกข้อมูลผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. – 16.30 น. ในการขอรับสิทธิผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) จะต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ ตลอดระยะเวลาที่ขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถ และออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถ หากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินไปจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่ง นอกจากนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมผลักดันมาตรการที่ทำได้ทันทีเพื่อลดภาระประชาชน หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้เตรียมความพร้อมเพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง