“พาณิชย์” เร่งกระจายสินค้าราคาประหยัด ลดค่าครองชีพให้คนไทยทั่วประเทศ สินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดต้นทุนเกษตรกร

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งการดำเนินมาตรการในช่วงนี้เป็นการทำงานแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการดูแลสถานการณ์ปัจจุบัน การปรับโครงสร้างภาคการผลิต และการสร้างความยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ ทั้งนี้โครงการ​สินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ได้​รับความเห็น​ชอบ​จาก​ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น กำหนดวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ระยะเวลาโครงการ 3 ปี และระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี แบ่งเป็นเกษตรกรรับภาระ 3% และรัฐบาลช่วยชำระอีก 3% เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต้องผ่านการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุน เช่น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และต้องใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสถาบันเกษตรกรหรือแหล่งที่กำหนด รวมถึงใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้รัฐบาลยังขยายการดูแลไปยังวัตถุดิบสำคัญในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ “เม็ดพลาสติก” ซึ่งมีผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค​ โดยได้หารือร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​อุตสาหกรรม​ และผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางส่งเสริมการผลิตบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย ฟางข้าว และวัสดุชีวมวลอื่นๆ เพื่อนำมาทดแทนการใช้พลาสติก โดยแนวทางดังกล่าวมุ่งลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานระยะยาวผ่านการส่งเสริมวัสดุทดแทน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อยอดศักยภาพภาคการเกษตรไทย โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่าในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรในระยะยาว

สำหรับการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ตามนโยบายและข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินโครงการ “เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน” จัดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษสำหรับพื้นที่ที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น พื้นที่ชนบทห่างไกล หรือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านการจัดโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” จำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 30–60% ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 200 รายการ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงตลาดนัดหรือร้านค้าธงฟ้าได้ จะใช้รูปแบบ “ตลาดเคลื่อนที่” และโครงการ “รถพุ่มพวง” ในการกระจายสินค้า โดยมีตัวอย่างความสำเร็จที่จังหวัดนครราชสีมา

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ได้เปิดรับผู้ประกอบการ “รถพุ่มพวง” เพิ่มเติม กำหนดเป้าหมาย 3,800 คัน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ สนับสนุนการดำเนินโครงการ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ไปยังประชาชน ผู้ประกอบการรถพุ่มพวง สามารถลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ผู้ที่มีรถสามารถมาลงทะเบียนรับสินค้าราคาพิเศษไปจำหน่ายในพื้นที่ห่างไกลได้ โดยมาตรการทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SME โดยให้ปลัดจังหวัดแจ้งนายอำเภอดำเนินการ ดังนี้

1. ให้ทุกอำเภอ มอบหมายปลัดอำเภอ 1 คน เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยให้หมั่นติดตามข้อมูลข่าวสารและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการขับเคลื่อน ในพื้นที่อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

2. ให้ทุกอำเภอ สำรวจข้อมูลด้านการพาณิชยกรรมในพื้นที่ ได้แก่ ข้อมูลรถขายสินค้าอุปโภค บริโภค (รถพุ่มพวง) ข้อมูลตลาดสด ตลาดนัด ข้อมูลร้านค้าสวัสดิการชุมชน ผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

3. ให้ทุกอำเภอ เตรียมความพร้อมสนับสนุน การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และมาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ที่จะเริ่มขับเคลื่อนในระยะต่อไป เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ทั้งนี้ ให้ประสานงานและเตรียมการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ส่วนการดูแลกลุ่มแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดังนี้

กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง

– ครอบคลุมบริการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และการผ่าฟันคุดทุกกรณี รวมถึงเพิ่มสิทธิ ได้แก่ เกลารากฟัน ขลิบแต่งกระดูกเพื่อเตรียมช่องปากก่อนใส่ฟันเทียม โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568

– ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 – 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง

– เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของเอกชนที่ทำความตกลง

– ครอบคลุมบริการ อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาทต่อปี กรณีมีค่าใช้จ่ายเกิน 900 บาท ผู้ประกันตนต้องชำระส่วนต่างเอง

– เพิ่มเติมอัตราค่าผ่าฟันคุดในอัตรา 1,500 – 2,500 บาทต่อซี่ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

– ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 – 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง

– เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

ทั้งนี้ผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่เข้ารับบริการ รวมถึงหลังจากที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไม่เกิน 6 เดือน กรณีใช้บริการกับสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม จะต้องสำรองจ่ายไปก่อน แล้วยื่นขอรับเงินคืนได้ตามหลักเกณฑ์ ผ่านระบบ e-Self Service หรือยื่นที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการทำความตกลงร่วมกับสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ประสงค์ให้บริการทันตกรรมแก่ผู้ประกันตน โดยจะแจ้งรายชื่อสถานพยาบาล/คลินิก ที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมให้ผู้ประกันตนทราบผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ต่อไป

ส่วนการลดภาระผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นหลายด้าน อาทิ การพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่าย ที่ไม่จำเป็นโดยอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ อนุโลมให้สวมชุดนักเรียนเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันสวมชุดพลศึกษาหรือชุดไปรเวทสุภาพ ไม่บังคับซื้อชุดลูกเสือ-เนตรนารี เต็มยศ แต่อนุโลมให้สวมเพียงผ้าพันคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพลศึกษาได้ นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนระเบียบการปักชื่อ-นามสกุลเต็มบนเสื้อนักเรียน เป็นการปักอักษรย่อของโรงเรียน พร้อมทั้งจัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง