“รมว.สุชาติ” นำทัพประชุมแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองทั่วประเทศ พร้อมนำ “เชียงดาวโมเดล” เป็นต้นแบบดึงชุมชนร่วมจัดการอย่างยั่งยืน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และมอบแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ณ ห้องประชุมอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่

โดยมีนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควัน ในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า เข้าร่วมขับเคลื่อนมาตรการและรายงานสถานการณ์วิกฤตในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย นายนรินทร์ ประทวนชัย รองอธิบดีกรมอุทยานฯ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า, นางสายสุดใจ ชุนเชาวฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ, นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่​ ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และผู้แทนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศพร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัด​ 9 จังหวัดและผู้แทนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวม​ 324 หน่วยงาน​ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Hybrid เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการสั่งการและปฏิบัติงานทั่วประเทศ

รมว.ทส. ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ ซึ่งปีนี้เผชิญกับสภาวะแห้งแล้งจัดและฝนทิ้งช่วง ชื่นชมการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละกินนอนในป่าเพื่อดับไฟ โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน

นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหานี้โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับกรณีของกรุงเทพมหานครที่เคยเผชิญวิกฤต PM 2.5 อย่างรุนแรง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ถูกทางผ่านมาตรการต่างๆ สำหรับพื้นที่ภาคเหนือมีปัจจัยเพิ่มเติมคือปัญหาไฟป่าที่เกิดจากทั้งในประเทศและปัญหาหมอกควันข้ามแดน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้เร่งประสานความร่วมมือกับเมียนมาและลาวเพื่อช่วยกันลดจุดความร้อนเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

รมว.ทส. กล่าวว่า​ ในปีนี้ได้มีการนำงบประมาณจากรายได้การท่องเที่ยวในภาคใต้มาช่วยสนับสนุนการทำงานในภาคเหนือ และยังได้ขอความร่วมมือจากผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครองในการกำชับกำนันผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยสืบหาข่าวกลุ่มผู้ที่ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและอันตรายต่อเจ้าหน้าที่อย่างยิ่ง

สถานการณ์ปัจจุบันตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) รวม 759 จุด โดยกระจายอยู่ในป่าอนุรักษ์ 463 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 175 จุด และพื้นที่นอกป่า 121 จุด แม้ว่าภาพรวมจำนวนจุดความร้อนจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกภาคส่วนยังคงร่วมมือปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง โดยได้ดำเนินการปิดพื้นที่อนุรักษ์ไปแล้วรวม 204 แห่ง และมีการประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนดในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงอีก 6 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไปแล้ว 24 คดี และคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าอีก 23 คดี ซึ่งพบพฤติกรรมการเผาป่าร่วมด้วย

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวเสริมว่า อุปสรรคสำคัญในปีนี้คือสภาวะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ส่งผลให้เชื้อเพลิงในป่าแห้งตัวและเกิดไฟไหม้กระจายตัวเป็นวงกว้างในเวลาเดียวกัน กรมอุทยานฯ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานชี้แจงแก่ประชาชนถึงมาตรการประกาศปิดป่า ซึ่งหมายถึงการห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนตามกฎหมาย เว้นแต่บุคคลหรือชุมชนที่ผ่านการคัดกรองและลงทะเบียนเพื่อเข้าเก็บหาของป่าในพื้นที่และเวลาที่ผ่อนปรนให้เท่านั้น หากพื้นที่ใดพบความเสียหายจากไฟป่าลุกลามอย่างหนักถึงร้อยละ 70-80 จะจำเป็นต้องประกาศปิดป่าถาวรจนกว่าธรรมชาติจะฟื้นฟู

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์นำแนวทาง “เชียงดาวโมเดล” มาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับชุมชน โดยครอบคลุมทั้งแผนการป้องกัน แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนฤดูไฟ แผนเผชิญเหตุ แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ และแผนฟื้นฟูป่าหลังเกิดไฟไหม้ ซึ่งแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบราชการเพื่อบรรจุเป็นแผนงบประมาณบูรณาการในปี 2569 และ 2570 เพื่อให้การจัดการไฟป่าในอนาคตมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบัญชาการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและผลักดันการแก้ปัญหา PM 2.5 ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม จึงขอให้อธิบดีกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ เร่งทำโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์อย่างสมดุล โดยยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญและมุ่งสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง