นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ โดยคณะรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ด้วย ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยจะประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) และมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด “ป่าเปียก (Wet Fire Break)” และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (LAI) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด
นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำถึงความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ ซึ่งปีนี้เผชิญกับสภาวะแห้งแล้งจัดและฝนทิ้งช่วง พร้อมชื่นชมการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละกินนอนในป่าเพื่อดับไฟ โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือมีปัญหาไฟป่าที่เกิดจากในประเทศและปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะจุดความร้อนจากประเทศเมียนมาที่บางครั้งมีจำนวนสูงกว่าไทยและพัดเข้าสู่พื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้เร่งประสานความร่วมมือกับเมียนมาและลาวเพื่อช่วยกันลดจุดความร้อนอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งสั่งการให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เร่งทำโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์อย่างสมดุล โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญและมุ่งสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และขอให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดช่วยสื่อสารความจริงใจและความตั้งใจจริงของภาครัฐให้ประชาชนได้รับทราบ
ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานที่ตกค้าง ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม มหาดไทย และภาคชุมชน โดยมีการนำงบประมาณจากรายได้การท่องเที่ยวในภาคใต้มาช่วยสนับสนุนการทำงานในภาคเหนือเพื่อความเท่าเทียม อีกทั้งขอความร่วมมือผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง กำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ช่วยสืบหาข่าวกลุ่มผู้ที่ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและอันตรายต่อเจ้าหน้าที่อย่างยิ่ง โดยมีเหตุการณ์สลดที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่อุดรธานีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย
ส่วนสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศในปัจจุบันตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) รวม 759 จุด กระจายอยู่ในป่าอนุรักษ์ 463 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 175 จุด และพื้นที่นอกป่า 121 จุด แม้ว่าภาพรวมจำนวนจุดความร้อนจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกภาคส่วนยังคงร่วมมือปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง โดยได้ดำเนินการปิดพื้นที่อนุรักษ์ไปแล้วรวม 204 แห่ง และมีการประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนดในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงอีก 6 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไปแล้ว 24 คดี และคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าอีก 23 คดี ซึ่งพบพฤติกรรมการเผาป่าร่วมด้วย
สำหรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 พบว่าต้นกำเนิดสำคัญมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งกลุ่มควันได้ไหลเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าจำนวนจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้จะเริ่มลดลง แต่สภาพอากาศที่ปิดและการระบายอากาศที่ไม่ดีส่งผลให้ยังคงมีหมอกควันสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจังหวัดที่มีสถิติการเผาป่าสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี เชียงใหม่ ตาก น่าน อุตรดิตถ์ ลำปาง พะเยา ชัยภูมิ และเชียงราย อุปสรรคสำคัญในปีนี้คือสภาวะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ส่งผลให้เชื้อเพลิงในป่าแห้งตัวและเกิดไฟไหม้กระจายตัวเป็นวงกว้างในเวลาเดียวกัน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานชี้แจงแก่ประชาชนถึงมาตรการประกาศปิดป่า ซึ่งหมายถึงการห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนตามกฎหมาย เว้นแต่บุคคลหรือชุมชนที่ผ่านการคัดกรองและลงทะเบียนเพื่อเข้าเก็บหาของป่าในพื้นที่และเวลาที่ผ่อนปรนให้เท่านั้น หากพื้นที่ใดพบความเสียหายจากไฟป่าลุกลามอย่างหนักถึงร้อยละ 70-80 จำเป็นต้องประกาศปิดป่าถาวรจนกว่าธรรมชาติจะฟื้นฟู อีกทั้งได้สั่งการให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์นำแนวทาง “เชียงดาวโมเดล” มาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับชุมชน โดยครอบคลุมทั้งแผนการป้องกัน แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนฤดูไฟ แผนเผชิญเหตุ แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ และแผนฟื้นฟูป่าหลังเกิดไฟไหม้ ซึ่งแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบราชการเพื่อบรรจุเป็นแผนงบประมาณบูรณาการในปี 2569 และ 2570 เพื่อให้การจัดการไฟป่าในอนาคต
มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป
นายสุชาติ ได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ยังคงทวีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานและมาตรการต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและให้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศแก่นักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากดัชนีคุณภาพอากาศในพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ณ สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการหลักในการเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พร้อมชื่นชมความเสียสละของกำลังพลทุกนาย ทั้งจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์และหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและมีความเสี่ยงสูง ยืนยันว่าจะสนับสนุนงบประมาณ สวัสดิการ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด่านหน้ามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และขอให้เฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มงวดต่อเนื่องไปจนกว่าจะสิ้นสุดหน้าแล้งและเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสุขภาพปอดของประชาชนอย่างดีที่สุด








