กรมโลกร้อน เตรียมทำระบบติดตามประเมินผลการลดโลกร้อน เพื่อทำเป็นข้อมูล Big Data

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเวทีถอดบทเรียนระบบติดตามผล เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางรับมือโลกเดือด ชูระบบเครื่องมือติดตามประเมินผล นำไปเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติจริง

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุม “ถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อสรุปผลการทดสอบระบบจากผู้ปฏิบัติงานจริง มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (National Database) ในการบริหารจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมรับฟัง

นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การประชุมนี้ เป็นการวางแผนบริหารจัดการใช้เครื่องมือติดตามประเมินผลใน 6 สาขาหลัก ประกอบด้วย การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ยกตัวอย่าง เช่น การบริหารจัดการน้ำ ว่าน้ำมีคุณภาพดี หรือน้ำมีเพียงพอหรือไม่ รวมไปถึงมีแผนบริหารจัดการน้ำหรือระบบเตือนภัยครอบคลุมทุกพื้นที่หรือไม่ ซึ่งในการติดตามประเมินผลสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การทำเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data และ Data Visualazation ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เชื่อมโยงกับทุกกระทรวงฯที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวรับมือกับสภาวะโลกเดือดตามสาขาหลักข้างต้น อีกทั้งข้อมูลดังกล่าวจะมีการรวบรวมทั้งแต่ระดับกระทรวงฯลงไปถึงระดับพื้นที่ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับผลชี้วัดเป้าหมายในแผนการปรับตัวแห่งชาติและแผนการปฏิบัติการเรื่องการปรับตัวรายสาขาของประเทศ รวมถึงกรอบผลชี้วัดในระดับโลก ภายใต้ข้อตกลงปารีส ที่มี 59 ตัวชี้วัด เพื่อจะดูว่าประเทศไทยมีการดำเนินการคืบหน้าอย่างไรในแต่ละด้าน

ทั้งนี้ ระบบเครื่องมือติดตามประเมินผล จะถูกเชื่อมโยงไปถึงถังข้อมูลความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยในการลดผลกระทบกับประชาชนได้ดีกว่าในอดีตที่ผ่านมา ทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเตรียมความพร้อมและรับมือต่อความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch พบว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 มาอยู่อันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024 ขณะที่ข้อมูลจาก Met Office ระบุว่าปี 2026 นี้จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์โลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.4 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับ Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมคือภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง​ โดยปัจจุบันรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 กรมฯจึงเร่งพัฒนาเครื่องมือติดตามประเมินผล (Monitoring, Evaluation, and Learning: MEL) เพื่อขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ โดยระบบที่พัฒนาขึ้นร่วมกับบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง