นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมที่กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายต้องใช้กลไกท้องที่และท้องถิ่นดำเนินการอย่างจริงจังเข้มข้น ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยหรือละเว้นต่อการแก้ปัญหา เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกมิติ และยังสั่งการในที่ประชุมให้การบริหารจัดการเป็นไปแบบ “Single Command” โดยมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจัดตั้ง War Room และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด
ปัจจุบันพบจุดความร้อนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านสะสมกว่า 500,000 จุด ส่วนในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในพื้นที่ป่ากว่า 40,989 จุด รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดและพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,951 จุด และ พื้นที่เกษตรอื่น ๆ 2,109 จุด ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน ทั้งการรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่เกษตร การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่บางจังหวัดดีขึ้น เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนจุดความร้อนลดลงจากหลักหมื่นจุด เหลือในพื้นที่เกษตรเพียง 26 จุด และในพื้นที่ ส.ป.ก. 225 จุด ส่วนปัจจัยจากภายนอกประเทศ พบว่าฝุ่น PM2.5 ประมาณร้อยละ 30–40 เป็นฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลจึงใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดลดลงร้อยละ 70 สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการและการปรับตัวของผู้นำเข้า
ด้านสภาพอากาศ ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย และคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงสั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ คาดว่าหลังวันที่ 21 เมษายน 2569 สภาพอากาศจะเอื้อต่อการทำฝนหลวงมากขึ้น เนื่องจากค่าความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นได้ในระยะต่อไป
ในด้านการดูแลสุขภาพประชาชน เน้นย้ำให้มีความพร้อมด้านยารักษาโรคทางเดินหายใจอย่างเพียงพอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในสถานพยาบาล ทั้งการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น คลินิกปลอดฝุ่นการให้บริการทางไกล และการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 กว่า 5 ล้านชิ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง
สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ของกรมอนามัยและกรมปศุสัตว์ ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งทางการไทยจะประสานความร่วมมือเพื่อตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านกลไกประเทศที่สาม ได้แก่ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย พร้อมทั้งเร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ยังได้สั่งการแต่งตั้ง “คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติในภูมิภาค” โดยให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมในนามรัฐบาล สามารถสั่งการลงไปยังฝ่ายปฏิบัติได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพ
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้นำคณะลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด “ป่าเปียก (Wet Fire Break)” และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจและพบปะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าพื้นที่ดอยสะเก็ด โดยย้ำว่าจะต้องเน้นที่การป้องกันมากกว่าการแก้ไขปัญหา ซึ่งรัฐบาลต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนในความเสียสละ เสี่ยงทั้งภัย ความร้อน ระบบทางเดินหายใจ ทุกคนคือด่านหน้าในการดูแลป่า ดูแลสภาพอากาศให้กับคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของทุกคน ยังยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความปลอดภัยและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แม้ว่าอีก 2 เดือนจะเข้าสู่ฤดูฝนแต่จะรอไม่ได้ เพราะหลังจากที่ได้สุ่มลงพื้นที่ไปตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย พบว่า นักท่องเที่ยวลดลง ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนจากการท่องเที่ยวไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติงานต้องระมัดระวังตนเองด้วย ต้องไม่เสี่ยงชีวิต หากพบว่าเป็นจุดความร้อนที่มีอันตรายสูงมาก ต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการลดผลกระทบจากความรุนแรง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินต่อเนื่องกว่า 400 เที่ยวบิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศและลดความหนาแน่นของฝุ่นละอองในภาคเหนือ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กบนพื้นที่สูงและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 1,000 แห่ง ใน 507 ชุมชน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและรองรับพื้นที่ทำการเกษตรในชุมชน สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเปลี่ยนตอซังหรือวัสดุทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์ เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้เป็นรายได้แทนการเผาทิ้ง พร้อมย้ำถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้การเผาไปสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การปลูกผักในโรงเรือน กาแฟ และไม้ผลเมืองหนาวตามศักยภาพพื้นที่ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 Free ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตพืชแบบไม่เผา (Zero Burn) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ตลาดสีเขียว (Green Market) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาอีกต่อไป อีกทั้งยังสร้างกลไกสนับสนุนรายได้จากการดูแลระบบนิเวศ (Eco-system Services) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำกว่า 5 แสนไร่ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรและการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการใช้ฐานข้อมูลรายแปลงและระบบวิเคราะห์จุดความร้อน (Hotspot) เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนในการชี้เป้าและป้องกันเหตุอย่างตรงจุด ที่สำคัญขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการเผาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด หากตรวจพบการฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดมลพิษในวงกว้าง จะใช้มาตรการทางกฎหมายและอาจต้องระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการสนับสนุนต่างๆ เป็นเวลา 2 ปี







