“นิกร” เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน มุ่ง “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน”

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ร่วมรับฟังนโยบาย ณ ห้องประชุมประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กทม. และผ่านระบบออนไลน์

นายนิกร กล่าวว่า สถานการณ์และความท้าทายในสังคมปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง ในขณะที่ภาระพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของครัวเรือนและโครงสร้างของสังคมไทยในระยะยาว อีกทั้งยังมีเด็กและเยาวชนที่ต้องการโอกาสในการพัฒนาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นชีวิต คนพิการที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมและโอกาส และผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องการการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ พบว่ามีประชาชนมาติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน พม. โทร.1300 เป็นจำนวนมากว่า 180,000 กรณีต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางสังคมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวง พม. ต้องปรับบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปสู่การวางระบบที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเดิมซ้ำอีก และจากการทำงานแบบแยกส่วนไปสู่การทำงานแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ ภายใต้แนวคิดและเป้าหมายที่ชัดเจนคือ “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยยึดหลัก Universal Design ซึ่งไม่ใช่แค่การออกแบบอาคาร แต่คือการออกแบบระบบบริการของรัฐ ให้รองรับทุกกลุ่ม โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นายนิกร กล่าวว่า เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ตนจึงได้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนงาน 8 ด้าน ประกอบด้วย

1. ด้านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ด้วยการสร้างฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และเชื่อมโยงข้อมูลและสิทธิของประชาชน เพื่อให้ทุกคน “ได้สิทธิครบ จบในระบบเดียว” โดยอัตโนมัติ และใช้ Social Map เป็นแผนที่ทางสังคมที่ระบุปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งใช้ “สมุดพกอิเล็กทรอนิกส์” หรือ MSO-Logbook เป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลและติดตามผล ควบคู่กับการยกระดับเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ให้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) รวมถึงการนำ AI มาใช้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล ยกระดับการให้บริการ และสนับสนุนการทำงานของบุคลากร

2. ด้านเด็กและเยาวชน ด้วยการยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศให้มีความเพียงพอและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งผลักดันการเพิ่ม “เบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า” เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสตั้งแต่ต้นชีวิต และยกเครื่อง “สภาเด็กและเยาวชน” ให้เกิดการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์

3. ด้านครอบครัว ด้วยการจัด “ทีมสร้างสุข” เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อช่วยเหลือเร่งด่วน และเพิ่มศักยภาพของสายด่วน พม. โทร. 1300 และขยายช่องทางการติดต่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในเชิงป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลกันเองได้อย่างยั่งยืน

4. ด้านชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการปรับบทบาทการทำงานในพื้นที่ให้เป็นการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยใช้กลไก “ทีมสร้างสุข” และผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเกื้อกูล ทั้งความหลากหลายทางเพศทางชาติพันธุ์ หรือความแตกต่างของคนพิการ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการปรับสวัสดิการที่มีเหมาะสมของกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม ทั้งครอบครัวที่ให้กำเนิดบุตร ผู้สูงอายุวัยเกษียณ และคนพิการกลุ่มต่างๆ

5. ด้านที่อยู่อาศัย ด้วยการส่งเสริมความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพดีในทำเลที่เหมาะสม และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้รองรับคนทุกกลุ่มตามหลัก Universal Design

6. ด้านการสร้างอาชีพ ด้วยการเร่งพัฒนาผู้บริบาลผู้สูงอายุและผู้ช่วยคนพิการ พร้อมทั้งขับเคลื่อนแนวคิด “1 ตำบล 1 ผู้บริบาล” เพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาทักษะผู้สูงอายุและคนพิการให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

7. ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ด้วยการส่งเสริมวินัยการออมและความรู้ด้านการเงินในระดับครัวเรือน พร้อมทั้งยกระดับบทบาทของสถานธนานุเคราะห์ และใช้กลไกกองทุนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

8. ด้านราชการที่เป็นมิตรกับประชาชน ด้วยการปรับปรุงหน่วยบริการของรัฐให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม และเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้ระบบราชการของเราเป็น “รัฐสนับสนุน” ที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

“นโยบายทั้ง 8 ด้าน นั้น ตนได้เน้นย้ำกับผู้บริหารกระทรวง พม. และหัวหน้าหน่วยงานของกระทรวง พม. ว่า คือสิ่งที่เราต้องทำร่วมกัน และตนขอเป็นส่วนช่วยที่ทำให้การทำงานของกระทรวง พม. ดีขึ้น ซึ่งตนอยากให้ทุกคนในกระทรวง พม. รู้สึกว่าตัวเองคือ ‘กำแพงพิงหลัง’ ของคนที่ไม่มีที่พิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว คนพิการที่เข้าไม่ถึงโอกาส หรือกลุ่มที่มีความหลากหลายแต่ยังขาดการยอมรับ โดยตนขออาสาเป็นคนที่ยืนหลังทุกๆ คน เหมือนที่ทุกคนยืนหลังประชาชน อย่างไรก็ตาม สังคมที่ดีไม่ได้สร้างจากนโยบายบนกระดาษ แต่สร้างจากคนที่เชื่อว่าตัวเองมีพลังการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นได้ ซึ่งตนเชื่อว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนของกระทรวง พม. มีพลัง และสามารถทำได้ ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำว่า ภารกิจของกระทรวง พม. ไม่ใช่เพียงการบริหารงานตามภารกิจ แต่คือการดูแลชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางที่สุด และงานของเราเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งระบบและหัวใจไปพร้อมกัน” นายนิกร กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง