นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มอบหมายให้นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยนายประสงค์ ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและความร่วมมือระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ 82 ภายใต้หัวข้อหลัก “Leaving no one behind: advancing a society for all ages in Asia and the Pacific” ณ ESCAP Hall ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงภายใต้หัวข้อ “การทบทวนการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ในเอเชียและแปซิฟิก (Review of the Implementation of the 2030 Agenda for Sustainable Development in Asia and the Pacific)” ในวาระที่ 5 (d) Disaster risk reduction ในฐานะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานหลักในคณะกรรมการด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติภายใต้เอสแคป (Committee on Disaster Risk Reduction) โดยกล่าวถึงการดำเนินงานของประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่
1. การขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน โดยเฉพาะ “บ้าน วัด โรงเรียน” ด้วยการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมและจัดการฝึกซ้อมอย่างเป็นประจำในทุกระดับ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครในชุมชน เช่น มิสเตอร์เตือนภัย ทีมกู้ชีพกู้ภัยประจำตำบล (OTOS) และ อปพร. เพื่อให้ชุมชนรับมือและจัดการภัยพิบัติด้วยตนเองได้ก่อนที่หน่วยงานภายนอกจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
2. การยกระดับการแจ้งเตือนภัย โดยจัดทำ MOU ระหว่าง 9 หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการติดตามภัยพิบัติ โดยใช้ห้องปฏิบัติการ (War Room) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเมินสถานการณ์ และออกข้อความแจ้งเตือนภัยเป็นชุดข้อมูลเดียวกัน พร้อมทั้งเปิดใช้ระบบการแจ้งเตือนภัยของประเทศ (T-Alert) ไปเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 68 และกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) และมาตรฐานข้อความในการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาการแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX) ให้เป็นอีกช่องทางการแจ้งเตือนภัย
3. ส่งเสริมการขับเคลื่อนขั้นตอนการปฏิบัติล่วงหน้าในการจัดการภัยพิบัติและการสื่อสารความเสี่ยงผ่านการคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้พื้นที่สามารถวางแผนลดความสูญเสียและความเสียหายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสนับสนุนการตัดสินใจอพยพของประชาชน ตลอดจนการสนับสนุนการถ่ายโอนความเสี่ยงผ่านการทำประกันภัย
4. การบูรณาการกับภาคการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแผนที่เสี่ยงภัยสำหรับการตัดสินใจ และจัดทำฉากทัศน์ Worst-case scenario สำหรับภัยประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมภายใต้หลักฐานเชิงประจักษ์ ประเด็นสำคัญเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประเทศไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมมือเดินหน้าขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายคือการลดความสูญเสียและความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและประชาคมโลก








