นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและวิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น จึงได้กำหนดนโยบายการทำงาน ที่ไม่ได้มองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานควบคู่กัน จึงได้กำหนดนโยบายการทำงานที่จะเดินหน้าในระยะต่อไป 5 นโยบายหลัก เพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
โดยในด้านการดูแลค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายแรก จะมุ่งผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน โดยที่ทำไปแล้วคือ การร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกและผู้ผลิต นำสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองกว่า 3,000 รายการ มาลดราคา 25-58% ผ่านสาขาของห้างกว่า 4,500 สาขา และห้างท้องถิ่น 300 แห่ง และเฟสสอง กำลังจะนำสินค้าเกษตร เข้าไปวางจำหน่าย นำสินค้าจาก SME จากชุมชน ช่วงแรก 2,000 ราย ขายผ่านออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) 1 เดือน และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท 5 แสนใบ จะร่วมกับไปรษณีย์ไทย เป็นช่องทางในการซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ใช้ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง เป็นจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ร่วมมือกับตลาด 1,000 แห่ง นำสินค้าไทยช่วยไทยมาขาย ร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้าน ขายสินค้าไทยช่วยไทยในพื้นที่ห้างไกล ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 ส่วนในพื้นที่ห่างไกลจริงๆ จะมีรถเร่ นำสินค้าไทยช่วยไทย สินค้าธงฟ้า ไปขายให้กับประชาชน โดยจะช่วยสนับสนุนค่าน้ำมัน อาทิ รถกระบะ 3,000 บาท รถพ่วงข้าง 1,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน เริ่มได้สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.2569 ทั้งนี้ จะพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง ให้สามารถใช้คนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ด้วย
นโยบายที่สอง จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและราคาสินค้าเกษตร โดยจะดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยจะดูแลในลักษณะคลัสเตอร์ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการขนส่ง จนถึงการทำตลาด โดยจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำโซนนิ่งการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ย ทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง เพื่อให้ผู้ว่าควรจะปลูกเท่าไร ผลักดันปลูกพืชผสมผสาน เพื่อเพิ่มรายได้ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ดูแลล้งทั้งไทยและต่างชาติ จะผลักดันให้มีการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มสร้างล้งชุมชน เพื่อดูแลกันเอง ช่วยดูแลด้านการขนส่ง ส่วนการหาตลาด จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ ใช้กลไกเทรดดิ้งเฟิร์มขยายตลาด ผลักดันการนำสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ
นโยบายที่สาม จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน โดยจะเร่งยกระดับ SME ผลักดันผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทยและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ
นโยบายที่สี่ จะเร่งสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาดและการค้าบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ปรับแผนการทำตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก และกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจา FTA ไทย–EU และไทย–เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัย
นโยบายที่ห้า จะยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์สู่ “พาณิชย์ดิจิทัล” ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร “จุดเดียว จบ จริง” ยกระดับบริการดิจิทัล โดยเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา ตั้งแต่ 1 ก.ค.2569 จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ จะเร่งนำ AI และ Big Data มาใช้ทำ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า นำร่องสินค้าข้าวและจะขยายไปปาล์ม มัน ข้าวโพด ผลไม้ ส่วนการปลดล็อกกฎระเบียบ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มจำนวนธุรกิจที่ต่างชาติ ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติม
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับการดูแลราคาสินค้า จะพยายามทำตามอำนาจที่มีอยู่ให้ดีที่สุด โดยสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม จะเข้าไปกำกับดูแลอย่างเต็มที่ โดยสินค้าที่ต้องขออนุญาต ก็จะดูต้นทุนอย่างเต็มที่ หากจำเป็นก็ต้องให้ขึ้น ไม่เช่นนั้น สินค้าจะหายไปจากตลาด ส่วนสินค้าที่ต้องแจ้งก่อนปรับราคา ก็จะพิจารณาอย่างใกล้ชิด และในทางกลับกัน จะมีทางเลือกมีสินค้าราคาถูกเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังทำอยู่ โดยเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก








