“หวัง อี้” เยือนไทย หารือ นายกฯ – สีหศักดิ์ ย้ำมิตรภาพไทย-จีน ร่วมมือด้านพลังงาน – ปุ๋ย ปราบสแกมเมอร์ การลงทุน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสีเขียว

นายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23–25 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีได้จัดเลี้ยงทุเรียนและข้าวหลาม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนายหวัง อี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณรัฐบาลจีนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสะท้อนว่าภายหลังจากการเสด็จฯ เยือน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน และหวังว่าจีนจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาของไทยในทุกมิติ บนพื้นฐานของความเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” ซึ่งมีทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

ด้านนายหวัง อี้ แสดงความยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทย และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ไทย – จีน จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันนายหวัง อี้ ยังได้ถ่ายทอดความปรารถนาดีจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และครอบครัว ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมย้ำว่า จีนเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย และพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไทยสามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือเป็นไปในบรรยากาศที่เป็นมิตร พร้อมทั้งยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างไทย–จีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจะผลักดันการจัดทำ “แผนปฏิบัติการร่วม” (Action Plan) ที่สอดประสานกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ โอกาสนี้ฝ่ายจีนได้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ และเชิญเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝ่ายไทยได้เชิญนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เยือนไทย ซึ่งฝ่ายจีนได้ตอบรับในหลักการและอยู่ระหว่างการจัดกำหนดการ นอกจากนี้ยังได้หารือประเด็นต่างๆ ร่วมกันในหลายด้าน  

ด้านพลังงาน ไทยได้ขอให้จีนพิจารณานำประเทศไทยเข้าไปอยู่ในบริบทของการหารือด้านเส้นทางขนส่งพลังงานและน้ำมันดิบ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค ยืนยันว่า ปัจจุบันไทยยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์พลังงานได้ค่อนข้างนิ่ง และมั่นใจว่าจะไม่ขาดแคลน อีกทั้งได้หยิบยกประเด็นเรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตร โดยขอให้จีนพิจารณาจัดสรรปุ๋ยหากมีปริมาณเพียงพอ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อเกษตรกรไทย

สำหรับสถานการณ์ไทย – กัมพูชา นายหวัง อี้ เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้น และหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะมีพัฒนาการที่ดีในเร็ววัน โดยไทยย้ำว่าไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมีขั้นตอน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อกัน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น โดยฝ่ายจีนมีความเข้าใจต่อท่าทีของไทย

ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และจะบรรจุเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของแนวทางแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งไทยดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง ส่งผลให้สามารถส่งตัวผู้กระทำผิดรายสำคัญกลับไปดำเนินคดีในจีนได้

ด้านเศรษฐกิจ ไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ เทคโนโลยีขั้นสูง หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่นายเอกนิติ ระบุว่า การลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมองไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค

นอกจากนี้ นายหวัง อี้ ยังได้เดินทางไปยังจังหวัดกระบี่ เพื่อประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย – จีน อย่างไม่เป็นทางการ กับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า นายหวัง อี้ เชื่อมั่นต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทย และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ไทย – จีน จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายจะผลักดันการจัดทำ “แผนปฏิบัติการร่วม” โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล สู่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งประเทศจีนถือว่ามีบทบาทสำคัญ ทั้งในเรื่องโซลาร์เซลล์และรถ EV โดยประเทศจีนประสงค์ที่จะลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ส่วนสถานการณ์ไทย-กัมพูชา นายหวัง อี้ ย้ำชัดว่าจีนจะไม่แทรกแซง แต่พร้อมจะอำนวยความสะดวกหากทั้งสองประเทศประสงค์จะเจรจา ในขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายจะยกระดับการแก้ปัญหาโดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ ทั้งนี้ นายหวัง อี้ ยังชื่นชมจังหวัดกระบี่ว่ามีความสวยงาม บรรยากาศดี การเดินทางมาจังหวัดกระบี่เป็นครั้งแรกและมีความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการเยือนไทยของนายหวัง อี้ ในครั้งนี้ ยังส่งผลถึงการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มองว่า ไม่เพียงมีนัยทางการทูต แต่ยังถือเป็น “สัญญาณบวกทางการตลาดการท่องเที่ยว” ที่ทรงพลังต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะการพบหารือกับนายกรัฐมนตรี และการประชุมกลไกความร่วมมือไทย–จีน ครั้งที่ 3 ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะมิตรประเทศ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนให้ความสำคัญ ซึ่งในมุมการตลาด ความสัมพันธ์ระดับรัฐเช่นนี้เปรียบเสมือน “Brand Endorsement ทางนโยบาย” (กลยุทธ์การตลาดที่ใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีอิทธิพล (Endorser) มาสนับสนุน) ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาผู้บริโภคจีน และเอื้อต่อการสื่อสารเชิงบวกผ่านสื่อหลักและแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของตลาดจีนขนาดใหญ่

การเยือนครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายยกเว้นวีซ่าไทย-จีน จากเครื่องมือเชิงนโยบายสู่ “Selling Point” หรือจุดขาย ทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐช่วยลดความกังวล (Perceived Risk) ของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมส่งสารว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมต้อนรับอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน การหารือด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยังมีบทบาททางการตลาดเชิงภาพลักษณ์ (Destination Image Recovery) ในการฟื้นความเชื่อมั่นและปรับมุมมองประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เป็นมิตร และน่าเดินทาง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นดีมานด์ในช่วงหลังจากที่ตลาดจีนชะลอตัวจากข่าวด้านความปลอดภัยในช่วงที่ผ่านมา

ในเชิงกลยุทธ์การตลาด การเยือนของนายหวัง อี้ เปิดโอกาสให้ไทยขยับจากการทำตลาดเชิงปริมาณ สู่การท่องเที่ยวคุณภาพและมูลค่าสูง โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักเดินทางระดับพรีเมียมจากจีน ขยายตลาด MICE (การประชุม) Long Stay และ Business & Leisure (Bleisure) (การท่องเที่ยวแบบผสมผสานระหว่างธุรกิจและการพักผ่อน) ควบคู่กับการกระจายการเดินทางสู่เมืองและจังหวัดรอง เช่น กระบี่ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อทริปและกระจายรายได้อย่างยั่งยืน

โดยการหารือระหว่างไทย-จีน ภายหลังการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน ยังเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดร่วม ภายใต้กรอบ “Thailand–China Tourism Partnership 2026–2030” ตั้งแต่การทำ Co-branding Destination การเพิ่มเที่ยวบิน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นทั้งเครื่องมือการพัฒนาการค้าระหว่าง จีน-ไทย ให้บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และเป็นปีที่จีนประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ผันผวนและแปรปรวน ขณะที่สันติภาพและการพัฒนาศักยภาพได้รับความท้าทายจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลง ฝ่ายจีนจึงยินดีร่วมมือกับฝ่ายไทยในการก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปด้วยกัน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะเร่งใช้โอกาสนี้ และบรรยากาศการเมืองเชิงบวกนี้เป็น “จุดตั้งต้นของแผนการตลาดเชิงรุกตลาดจีนระยะ 12–24 เดือน” โดยเร่งแปลงบรรยากาศทางการทูตให้เป็นผลลัพธ์ทางการตลาดการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) Strategic Messaging สื่อสารภาพลักษณ์ผ่านสื่อหลัก แพลตฟอร์มดิจิทัล และ KOL จีนอย่างเป็นระบบ (2) High Value Demand Activation พัฒนาแคมเปญเฉพาะกลุ่มสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ควบคู่การนำเสนอจังหวัดรอง (3) Co-creation & Partnership Marketing ทำงานร่วมกับหน่วยงานท่องเที่ยวจีน สายการบิน แพลตฟอร์ม OTA และภาคเอกชนจีน ภายใต้กรอบ Thailand–China Tourism Partnership 2026–2030 เพื่อยกระดับการตลาดสู่การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง