“ศุภจี” เดินหน้า 5 นโยบายหลัก รับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระจายโอกาส

จากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้า “10 Plus” ขับเคลื่อนประเทศไทยให้มั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่น โดยกำหนดนโยบายหลัก 5 ด้าน คือ เศรษฐกิจ ต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐและปฏิรูปกฎหมาย เพื่อมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ สร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น

ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ากำหนดทิศทางดำเนินงานท่ามกลางการเผชิญความท้าทายจาก “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย โดยนางศุภจี กล่าวว่า การกำหนดนโยบายไม่สามารถมองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน พร้อมทั้งต้องเข้าใจบริบทของประเทศคู่ค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรืออินเดีย เพื่อปรับตัวให้ไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” เน้นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว ดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการสำคัญ และกว่า 80 กิจกรรม ครอบคลุมการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพ การเสริมสร้างศักยภาพ SMEs การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย–กัมพูชา การรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา การเจรจา FTA และการพัฒนาเทคโนโลยีและกฎระเบียบสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย ในด้านการลดค่าครองชีพ โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋าช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท ขณะที่การส่งเสริมแฟรนไชส์และสินเชื่อ SMEs สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจรวมกว่า 1,500 ล้านบาท และขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ นอกจากนี้ การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด สามารถหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 325 ล้านบาท การบุกตลาดใหม่และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 34,000 ล้านบาท และผลักดันให้มูลค่าส่งออกรวมเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับนโยบายในระยะถัดไป จะเดินหน้า 5 นโยบายหลัก สร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ได้แก่

1. นโยบายดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน ด้วยการผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน ในระยะแรกจะครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้า House Brand กว่า 3,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 25-58% ผ่านสาขาเครือข่ายของห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 4,500 สาขา และห้างค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเตรียมร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยขยายจุดจำหน่ายไปยังระดับอำเภอ ตลาดชุมชน และตลาดนัดกว่า 1,000 จุด และเปิดให้ผู้ประกอบการ SMEs ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ในช่วงแรก 2,000 ราย และสนับสนุนการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์  โดยในช่วงแรกจะสนับสนุนสินค้าของ SMEs โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ ให้กับผู้ซื้อ และในระยะต่อไป จะขยายไปสู่สินค้า “ไทยช่วยไทย” ให้กว้างขึ้น โดยมีแพลตฟอร์มร่วมดำเนินการภายใต้โครงการฯ คือ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, LINE, TikTok, Lazada และจะเชื่อมโยงกับกลไกการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิผลและทั่วถึง ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ จะเริ่มจำหน่ายสินค้าวันศุกร์ที่
1 พฤษภาคม 2569 และจะต่อเนื่องทุกศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม (1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม)

สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนปัจจัยการผลิตเชิงโครงสร้าง เป็นการบริหารและแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และเม็ดพลาสติก มาตรการระยะสั้นจะดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร และระยะยาวจะดำเนินโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” และการปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนเกษตรกรในระยะยาว ตลอดจนแสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่และส่งเสริมวัตถุดิบทางเลือกสร้างความเข้มแข็งและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย

อีกทั้ง กรมการค้าภายใน ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ รวมถึงติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน และประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม ไม่ให้เป็นภาระแก่เกษตรกร และกระทบต่อประชาชน โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาค เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

2. นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยพัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรตลอดทั้งระบบห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ผลไม้ โดยให้ความสำคัญกับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน และยืดอายุสินค้าให้นานขึ้น ส่งเสริมการจัดตั้ง “ล้งกลาง/ล้งชุมชน” เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งและยกระดับมาตรฐานสินค้า รวมถึงผลักดันสินค้า GI และการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

สำหรับการแก้ปัญหาราคามะม่วงตกต่ำ กรมการค้าภายใน ได้ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก เชื่อมโยงตลาดและชี้เป้าให้ผู้ประกอบการเข้ารับซื้อมะม่วงในพื้นที่จากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม คาดว่าจะสามารถระบายผลผลิตได้รวมกว่า 30 ตัน และผลักดันให้เกิดการรับซื้อใน “ราคานำตลาด” โดยปรับเพิ่มจากราคาที่เกษตรกรจำหน่ายเดิมอีก 1.50 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรับซื้อในวงกว้าง

3. นโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs/ชุมชน เพื่อให้ SMEs เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่าน 7 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ (Upskill & Reskill) (2) ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์ (Franchise) (3) พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI (4) เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (5) ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) (6) ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย และ (7) สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เช่น สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำจุดแข็งของทั้ง 2 กระทรวงมาต่อเชื่อมกัน นำงานวิจัยความรู้ความสามารถมาช่วยเสริมในการทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเกิดผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการขับเคลื่อน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะ SMEs โดยนำนวัตกรรมเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็ง 2. การต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ 3. การพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการจดสิทธิบัตรและคุ้มครองนวัตกรรม เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว 4. การใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปรับปรุงกฎระเบียบให้รวดเร็ว โปร่งใส อีกทั้งยังมีแนวทางผลักดัน “IP Finance” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก สามารถใช้สิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน

4. นโยบายสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ

ผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าภาคบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ลดการพึ่งพาตลาดหลักและกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจา FTA ไทย – EU และไทย – เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพภายในประเทศ (Local Content) ด้วยนวัตกรรมการแปรรูปและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการขยายการค้าภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจผู้สูงวัย

5. นโยบายยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์สู่ “พาณิชย์ดิจิทัล” ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร “จุดเดียว จบ จริง” ซึ่งปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแล้ว 180 หน่วยงาน และเตรียมขยายเพิ่มเติมอีก 140 หน่วยงาน เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการ โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ สำหรับหน่วยงานราชการด้วยกัน พร้อมนำ AI และ Big Data มาใช้บริหารจัดการทำ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า และเตรียมเสนอปลดล็อกกฎระเบียบ 9 ประเภทธุรกิจ เป้าหมายไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุน

เป้าหมายสำคัญของ 5 นโยบายหลัก คือ ทำให้ประชาชนสามารถประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้กระจายได้อย่างทั่วถึง ทั้งในระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตซ้อนวิกฤต และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง