“ศุภจี” รับฟังชาวนา เร่งแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบ ตั้งเป้าส่งออกกว่า 7 ล้านตัน เริ่ม “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยช่วยเกษตรกร 27 เม.ย. 69

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยมี ผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วม ณ The Cavalli Casa Resort เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง ซึ่งนางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่ต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยนางศุภจี ได้รับหนังสือข้อเสนอจาก นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมขอบคุณที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตร และลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรง สมาคมพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เกิดผลอย่างแท้จริง และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนาไทย ซึ่งมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย โดยบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้แก่

เดินหน้าดูแล “ต้นน้ำ” ลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร

หนุน “กลางน้ำ” แปรรูป–สร้างมูลค่าเพิ่มครบวงจร รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปที่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น

เร่ง “ปลายน้ำ” ทำตลาด–พยุงราคา–ขยายส่งออก เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น Dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย

อีกทั้งยังผลักดัน “ข้าวประณีต” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งข้าวประณีตเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราะข้าวไทยมีศักยภาพมาก โดดเด่นด้วยสี กลิ่น รส และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สะท้อนตัวตนของแต่ละภูมิภาคอย่างงดงาม เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวหอมแดง ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมใบเตย ข้าวกำล้านนา ข้าวสังข์หยด และข้าวชนิดอื่นๆ อีกมากมาย เพราะ “ข้าว” คือ มรดกภูมิปัญญา วิถีชุมชน และคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย หากสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำการตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้

ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรของเกษตรกรว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ในโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร โดยโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2569 ในระยะแรกจะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง ในเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกร
ได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังให้ความสำคัญกับผลผลิตและราคาข้าวโพด โดยเฉพาะการวัดความชื้นข้าวโพด เพื่อป้องกันกดราคารับซื้อ โดยได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ “เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด” ในการซื้อขายหรือจำหน่าย เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสาระสำคัญของประกาศ กำหนดให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อหรือจำหน่ายข้าวโพด ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องวัดค่าความชื้นทุกครั้งในการซื้อขาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลาง ลดข้อโต้แย้งและปัญหาการกดราคารับซื้อ ได้กำหนดขั้นตอนการวัดอย่างเป็นระบบ อาทิ การสุ่มตัวอย่างจากหลายจุด การปฏิบัติตามคู่มือเครื่องวัดอย่างเคร่งครัด และการจัดวางเครื่องวัดในจุดที่คู่ค้าทุกฝ่ายสามารถมองเห็นขั้นตอนการวัดได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าว จะช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าข้าวโพดทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด และคุ้มครองเกษตรกรจากการถูกเอาเปรียบ รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการบังคับใช้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้การซื้อขายเป็นธรรม และไม่กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร และยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าดูแลความเป็นธรรมทางการค้าในภาคเกษตรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง