“เอกนัฏ” เร่งลดค่าครองชีพด้านพลังงาน ลดราคาน้ำมัน ลดราคาค่าไฟ ช่วยคนใช้ไฟน้อย มิ.ย.นี้ ส่งเสริมติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน และต้นทุนการผลิตด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบถึงประชาชน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้วางแผนปรับปรุงโครงสร้างพลังงานเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเร่งแก้ไขปัญหาด้านราคาพลังงานให้กับประชาชนเป็นอันดับแรก โดยได้นำข้อมูลจากคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)
มาดำเนินการทันที และสั่งการให้กระทรวงพลังงานพร้อมรับมือวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

โดยเริ่มจากการแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง บริหารจัดการปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 41 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 19 วัน การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล วันที่ 1 – 22 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.15 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.10 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569
ปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลเพิ่มเติมอีก 3 บาทต่อลิตร รวมกับที่ปรับลดไปก่อนหน้า 2 บาท รวมลดลงทั้งสิ้น
5 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน – 9 พฤษภาคม 2569 และลดลง 3 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 10 – 19 พฤษภาคม 2569 โดยการปรับลดค่าการกลั่นดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 1.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 40.20 บาท และดีเซล B20 อยู่ที่ 33.20 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ไม่มีการปรับราคาขายปลีก เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน และดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานของประเทศในช่วงภาวะวิกฤตพลังงาน เมื่อเทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน   ราคาน้ำมันของไทยต่ำกว่า โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.03 – 87.66 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.48 – 118.57 บาทต่อลิตร ส่วนประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 ยังคงติดลบ 62,265.55 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 127.59 ล้านบาท

นายเอกนัฏ ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน เก็บข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่โรงกลั่นไปยังคลังน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมัน(Jobber) และสถานีบริการทั้งรายเล็กรายใหญ่ ไว้สำหรับตรวจสอบป้องกันไม่ให้มีใครมาเอาเปรียบประชาชน สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% แม้วิกฤตนี้จบลง ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อม ต้องมีคลังสำรองของประเทศ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล และเอทานอล โดยน้ำมันดีเซล B20 เป็นน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซล        จากน้ำมันปาล์มของไทยในสัดส่วน 20% รถที่รองรับสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับดีเซลทั่วไป เช่น รถกระบะ รถบรรทุกขนาดใหญ่ จุดเด่นคือช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ได้ทยอยขยายจุดจำหน่าย B20 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวกและทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันประเภทนี้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้ B20 ยังช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของประเทศ ส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคาผลผลิต ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว

สำหรับการบริหารจัดการค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงรอบเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ที่มีการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้น จากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG
ที่ต้องนำเข้า 30 – 40% มาผลิตไฟฟ้าในประเทศ ราคาแพงขึ้น ซึ่งจะมีการประกาศราคาค่าไฟในเดือนพฤษภาคมนี้ ทำให้ราคาเดิม 3.88 บาท เป็น 3.95 บาท นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลรับทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน กระทรวงพลังงานกำหนดแนวทางแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยแผนการเร่งด่วนคือการเสนอ             ปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)                       ในสัปดาห์นี้ เพื่อให้สามารถเริ่มบังคับใช้โครงสร้างราคาใหม่ได้ทันทีในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งมาตรการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าที่จะนำเสนอนั้น มุ่งเน้นไปที่การลดภาระให้กับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งครอบคลุมประชาชนประมาณ 14 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดราคาค่าไฟฟ้าสำหรับ  ผู้ที่ใช้ไฟน้อยไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จ่ายค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3 บาท ส่วนผู้ที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะยังได้สิทธิ ลดราคาใน 200 หน่วยแรก ครอบคลุมประมาณ 8 ล้านครัวเรือน เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคาตลาดจนเกินไป ในขณะที่มีวิกฤตพลังงานโลก ส่วนเงินที่จะนำมาอุดหนุนจะเป็นการนำเงินจากคนที่ใช้ไฟปริมาณมากมาอุดหนุนคนที่ใช้ไฟน้อย เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นในการประหยัดพลังงาน

นอกจากมาตรการลดราคาค่าไฟฟ้าโดยตรงแล้ว ยังเสนอแนวทางเชิงรุกด้วยการส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป หันมาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง โดยรัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนผ่านกลไกต่าง ๆ ได้แก่ การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้ง แพ็คเกจเงินกู้ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการลดหย่อนค่าใช้จ่ายกรณีไม่ขายไฟคืน สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 แสนบาท และการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในอัตราพิเศษ หรือ ระบบ Net Billing ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดจะรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนในอัตรา 2.20 บาทต่อยูนิต ถือเป็นอัตราที่จูงใจมากกว่าการรับซื้อจากโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้บ้านเรือนกลายเป็นโรงไฟฟ้าของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งการติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟได้ประมาณ 700-800 ยูนิตต่อเดือน ถ้าติด 10 กิโลวัตต์ จะได้ประมาณ 1,500 ยูนิตต่อเดือน โดยมูลค่าไฟฟ้าที่จำหน่ายคืนเข้าระบบ จะนำไปลดทอนค่าไฟฟ้าในรอบบิลนั้น ๆ
ที่สำคัญต้องลดขั้นตอนให้สะดวกรวดเร็ว จากเดิมที่ยังคงมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทั้งการขออนุญาตดัดแปลงอาคาร ขอให้การไฟฟ้าไปติดตั้งดิจิทัลมิเตอร์ ซึ่งบางครั้งใช้เวลามากกว่า 1 ปีจนไม่ทันใช้ ดังนั้น หลังจากนี้ขั้นตอนต่าง ๆ จะต้องลดลง และให้ใช้แบบ One Stop Service ขณะนี้ขั้นตอนจะต้องทำให้เสร็จทุกอย่างไม่เกิน 1 เดือน ส่วนการติดตั้งแบบไม่ขายไฟคืน 1 สัปดาห์ ต้องแล้วเสร็จ และต้องเดินหน้าไปสู่ตลาดการรับซื้อขายไฟอย่างเสรี พร้อมย้ำว่ามาตรการนี้เป็นการส่งเสริมภาคครัวเรือน ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคอุตสาหกรรมเองควรหาวิธีติดตั้ง            ด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถผลิตไฟไว้ใช้เองและเป็นไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด

มาตรการดังกล่าวจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ในการก้าวไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับครัวเรือน อีกทั้งมองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือสัญญาณเตือนให้ประเทศไทย ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและพลังงานในอนาคต โดยตั้งเป้าที่จะผลักดันการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อให้สอดรับกับการปรับโครงสร้าง
ค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ในระยะยาวมีแผนจะเปลี่ยนระบบจากที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อและขายไฟเพียงรายเดียว ไปสู่ระบบ Direct PPA ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม สามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง เพื่อสร้างการแข่งขันและรองรับกลุ่ม Data Center

ข่าวที่เกี่ยวข้อง