นายกฯ เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ “พิพัฒน์” ยืนยันคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ ชุมพร – ระนอง รับฟังความเห็นประชาชน 8 พ.ค. นี้

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคม เชื่อมโยง 2 ท่าเรือ เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยโครงการจะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล ได้แก่ ที่แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง (ฝั่งทะเลอันดามัน) และที่แหลมริ่ว จังหวัดชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) ซึ่งสามารถรองรับสินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEUs (Twenty-foot Equivalent Unit : TEUs คือ หน่วยวัดมาตรฐานสากลที่ใช้ระบุความจุของตู้คอนเทนเนอร์บนเรือขนส่งสินค้าหรือท่าเรือ โดยอิงจากปริมาตรของตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐานยาว 20 ฟุต 1 ตู้ เท่ากับ 1 TEU) มีการสร้างทางเชื่อมระหว่างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร โดยมีทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) รถไฟทางคู่ (ขนาดราง 1.435 เมตร และ 1 เมตร) ท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และมีการถมทะเลเพื่อพัฒนากิจการสนับสนุนท่าเรือ

รูปแบบการพัฒนาโครงการ เป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งเป็นการให้สิทธิแก่เอกชนลงทุนในการก่อสร้างและการบริหารจัดการเป็นระยะเวลา 50 ปี โดยกำหนดให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนโครงการทั้งโครงการ ประกอบด้วย ท่าเรือ ทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร และมอเตอร์เวย์ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือ โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการเวนคืนที่ดิน ลงทุนทางรถไฟขนาด 1 เมตร และกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับเอกชนผู้ร่วมลงทุนในโครงการ โดยโครงการจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ รวมประมาณการลงทุนโครงการ 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2573 และเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 2 ฝั่ง (รองรับได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEUs) ภายในปี 2582

หากโครงการแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้ 

1. ผลักดันไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและน้ำมันของภูมิภาค สินค้าทางเรือจำนวนหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องอ้อมช่องแคบมะละกาที่มีความแออัดสูง

2. ลดระยะเวลาการขนส่งทางน้ำ เชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งทะเลไทย จากประเทศแถบตะวันออกของไทย ไปยัง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และ ยุโรป จาก 9 วัน เหลือ 5 วัน

3. เป็นแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่จะเชื่อมกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าช่วยเพิ่ม GDP ภาคใต้ได้ จาก 2% เป็น 10% ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี

4. เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ดึงเอกชนเข้ามาลงทุน ทั้งการตั้งโรงงานเป็นฐานการผลิต เกิดเป็นนิคมอุตสาหกรรม โรงงานกลั่นน้ำมัน ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง ทั้งที่จังหวัดชุมพร และ ระนอง รวมทั้งเป็นส่วนช่วยทำให้ GDP ของประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์จาก 4.0% เป็น 5.5% ต่อปี

5. เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมัน ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้ไทยเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

สำหรับความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน
การขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ในการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องมีพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยจะเร่งเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนมิถุนายน 2569 บูรณาการและเร่งรัดดำเนินการออกแบบและรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ร่วมกับกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อให้ได้ผู้ลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ให้ได้ภายในปี 2573

ทั้งนี้ ในโอกาสที่ นายชาง ชุน ซิง (H.E. Mr. Chan Chun Sing) รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ยังได้แสดงความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์ ของไทย โดยเห็นว่าเป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้าน โลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าโครงการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อีกทั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ให้เกิดได้จริง เพราะถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำเงินเข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน และนำมาสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว พร้อมย้ำว่าจากวันนี้บริบทที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป การมองโครงการแลนด์บริดจ์ ควรมองให้ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งที่ดีเข้ามาสู่พื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ พร้อมเข้าใจถึงข้อกังวลของประชาชน จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เริ่มที่จังหวัดชุมพรและระนอง มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ไปรับฟังความคิดเห็นและมติของประชาชนในพื้นที่ โดยจะต้องให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และรอบด้าน

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าขณะนี้ได้หารือร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เพื่อผลักดันโครงการลงทุนอื่น ๆ ในภาคใต้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย ครอบคลุมทั้ง 4 จังหวัด (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับสิทธิประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุน โดยมองว่าโครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเส้นทางขนส่งเชื่อม 2 มหาสมุทร คือ อ่าวไทย และอันดามัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดินเรือเพียงจุดเดียว โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์โลก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าโลก จากเดิมแนวคิดการพัฒนาโครงการลักษณะนี้ เช่น คลองไทย ได้ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โครงการ แลนด์บริดจ์ ถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ซึ่งจากผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่า โครงการมีความคุ้มค่า และเป็นโอกาสของไทย สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง      มีกำหนดการลงพื้นที่ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เริ่มต้นที่จังหวัดชุมพร อำเภอหลังสวนและพะโต๊ะ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อร่วมหารือกับผู้นำชุมชนและตัวแทนท้องถิ่น เน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าเห็นด้วยกับโครงการหรือไม่ และชี้แจงทั้งข้อดี ข้อเสีย และรายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ โดยเฉพาะในมิติของการสร้างงานสร้างอาชีพ ซึ่งการเกิดขึ้นของท่าเรือแห่งใหม่จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการสนับสนุนการเดินเรือไปจนถึงธุรกิจต่อเนื่องอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่ เป็นบริษัทในพื้นที่ได้ รวมถึงอาชีพที่ต้องสงวนให้คนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ ส่วนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ยืนยันจะใช้เทคโนโลยีการเจาะอุโมงค์แทนการระเบิดภูเขาเพื่อรักษาระบบนิเวศ และย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่การขุดคลอง แต่เป็นการเชื่อมต่อด้วยถนน รางรถไฟ และท่อส่งน้ำมัน ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการแบ่งแยกพื้นที่ประเทศออกเป็นสองซีก หรือปัญหาด้านความมั่นคงตามที่ฝ่ายความมั่นคงเคยมีความกังวลในอดีต โดยตั้งเป้าจะเริ่มกระบวนการประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2573

ข่าวที่เกี่ยวข้อง