ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่การกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงวิชาการ Medical AI Consortium จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และเครือข่ายโรงเรียนแพทย์และหน่วยงานพันธมิตร โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน คณะแพทย์ นักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี เข้าร่วม ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ
งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดผลงานของเครือข่าย Medical AI Consortium ให้บริการชุดข้อมูลทางการแพทย์ของเครือข่าย เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถขอเข้าถึง นำไปทดลองใช้ได้ สร้างการรับรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา การทดสอบ ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ สอดรับกับการสร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI Ecosystem) อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ “Medical AI Consortium”
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อน Medical AI Consortium ในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดนโยบาย “Wellness Thailand” ของกระทรวง อว. ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก โดยมุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบบซ่อมสุขภาพ” เป็น “การสร้างเสริมสุขภาพ”
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพัฒนา Medical AI คือ “ข้อมูล” ซึ่งต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และสะท้อนบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง การสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกัน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การวิจัย การพัฒนา และการนำไปใช้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขณะเดียวกัน ต้องดำเนินควบคู่กับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รองนายกฯ และ รมว.อว. เน้นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างขีดความสามารถของตนเองในการพัฒนา Medical AI บนฐานข้อมูลของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว เนื่องจากการพึ่งพาระบบหรือแพลตฟอร์มจากภายนอก อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดทั้งในด้านต้นทุน การเข้าถึงเทคโนโลยี และการควบคุมการใช้ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงอย่างข้อมูลสุขภาพ
“ข้อมูลสุขภาพเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ หากเราไม่สามารถบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ได้ด้วยตัวเอง ก็จะเสียโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การสร้างเอกราชทางเทคโนโลยีไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นความร่วมมือกับต่างประเทศ แต่เป็นการยกระดับบทบาทของไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนาและกำหนดทิศทาง” โดยต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ พัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลและการแพทย์ รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล“ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
นอกจากนี้ ยังย้ำว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และภาคเอกชน เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ Medical AI ของไทยสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการวินิจฉัยและการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น
ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวว่า สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยหลักได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศผ่านบทบาทของ Medical AI Consortium เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลและการทดสอบมาตรฐาน โดยความก้าวหน้าในครั้งนี้ครอบคลุมครบทั้ง Value Chain ตั้งแต่การมีชุดข้อมูลภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลสมรรถนะสูงอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ไปจนถึงห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ (SQUAT) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังมีแผนการพัฒนาระบบทดสอบประสิทธิภาพ Medical AI Benchmark กระบวนการเหล่านี้จะช่วยย่นระยะเวลา และสร้างความน่าเชื่อถือให้นวัตกรรมจากห้องแล็บสามารถขึ้นทะเบียนและขยายผลสู่การใช้งานจริงในหน่วยบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
ขณะที่ ดร.ณิรวัฒน์ กล่าวเสริมว่า บพค. ได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อทำให้ภาพนโยบาย Medical AI เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมผ่านการสนับสนุนงบประมาณในส่วนของการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามหน่วยงานหรือ Shared Innovation ปัจจุบัน Consortium ซึ่งก่อตั้งโดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, สวทช. และกรมการแพทย์ได้ขยายความร่วมมือสู่ 8 หน่วยงานหลัก รวมถึงเครือข่ายคณะแพทยศาสตร์จาก ม.เชียงใหม่, ม.ขอนแก่น, ม.สงขลานครินทร์, วชิรพยาบาล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งการลงทุนในระบบนิเวศที่แข็งแรงนี้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ชัย กล่าวว่า ปัจจุบัน Medical AI Data Sharing Platform รวบรวมข้อมูลไว้กว่า 3 ล้านภาพ และมีแผนขยายเพิ่มอีก 7.9 แสนภาพภายในปี 2569 เนคเทค สวทช. ยังพัฒนาเครื่องมือสำคัญอย่าง RadiiView สำหรับระบุลักษณะข้อมูลภาพ และ NomadML สำหรับการพัฒนาโมเดล AI อย่างง่าย เกิดการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ Medical AI รวมกว่า 10 โมเดล ซึ่งขณะนี้มี 2 ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่อยู่ระหว่างเตรียมขึ้นทะเบียน อย. คือ “LiverSound” ระบบช่วยคัดกรองมะเร็งตับจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเตรียมพร้อมเพื่อนำไปใช้งานในโรงพยาบาลภายใต้เขตสุขภาพที่ 3 และ “RAMAAI CXR Solution” ระบบวินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอกจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้เริ่มนำร่องใช้งานจริงในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์เป้าหมายรวม 14 แห่ง เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของ Service Platform ในบริบทการรักษาจริง











