“ยศชนัน” ผลักดันนวัตกรรม แก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ปุ๋ยสั่งตัด ยกระดับแรงงานไทย Wellness Hub ลดค่าครองชีพ สร้างรายได้

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขับเคลื่อนการทำงานโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็น “กระดูกสันหลัง” ยกระดับไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศรายได้สูงในระยะยาว อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศต้องชนะ Tech War (สงครามเทคโนโลยี) โดยเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม และพร้อมเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ เพราะนวัตกรรมต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่ โดยได้ดำเนินงาน ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

ลดรายจ่ายให้เกษตรกรด้วยการนำร่องโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ในพื้นที่ บวกกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มาออกแบบปุ๋ยที่เฉพาะเจาะจงตามสภาพดินและพืชในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ใช่เพียงปุ๋ยแบบ “เหมาจ่าย” ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงสภาพจริงของดินในแต่ละพื้นที่อย่างที่ผ่านมา ทั้งยังช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินกลับมามีชีวิตและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มการจัดการปุ๋ยอัจฉริยะ ให้แก่สหกรณ์การเกษตร 30 แห่ง ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ชัยนาท และเชียงราย ในระยะแรกมีแผนดำเนินงาน 6 เดือน สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 มุ่งเน้นการติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำร่องเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่ “ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา” พร้อมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อพิจารณาขยายผลการติดตั้งและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ที่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปและผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ลดภาระผู้ปกครองและนักเรียน ด้วย “TCAS เท่าเทียม” โดยคงอัตราค่าสมัครสอบ TCAS ไว้ในอัตราเดิมต่อไปอีก 1 ปี พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้ผู้สมัครสามารถสอบ TGAT/TPAT1-5 ได้ฟรี รวมถึงเพิ่มเติมสิทธิการสอบ A-Level ฟรีสูงสุด 7 รายวิชา วิชาละ 100 บาทสูงสุด 7 วิชาหรือ 700 บาท และสมัครคัดเลือกรอบที่ 3 (Admission) ได้ฟรี 7 อันดับตามเดิม นอกจากนี้ยังลดค่าสมัครสอบรอบพอร์ตฟอริโอ ร้อยละ 25 สำหรับนักเรียนในระบบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อขยายโอกาสให้เข้าสู่ระบบการคัดเลือกได้อย่างเท่าเทียมยิ่งขึ้น โดย TCAS 70 จะเปิดระบบวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 รอบพอร์ตฟอลิโอรับสมัคร วันที่ 15 สิงหาคม 2569 รอบโควต้า วันที่ 13 มีนาคม 2570 รอบแอดมิชชั่น วันที่ 7-11 พฤษภาคม และ เพิ่มเติมวันที่ 12-13 พฤษภาคม 2570 รอบรับตรง วันที่ 29 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2570 ส่วนการสอบ TGAT/TPAT เลื่อนไปสอบในเดือนมกราคม 2570 เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ ผู้เข้าสอบจะได้สอบพร้อมกันทั้งประเทศ

เพิ่มรายได้ด้วยการพัฒนาศักยภาพแรงงาน โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านมุมมองจากคำว่า “แรงงาน” สู่การยกระดับเป็น “การบริหารจัดการทุนมนุษย์” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อดูแลคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เยาวชนที่ต้องทำงานส่งตัวเองเรียน ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ยังเปี่ยมด้วยศักยภาพ ส่งเสริมการ Upskill และ Reskill เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานให้ทันการเปลี่ยนแปลง โดยภาครัฐมุ่งพัฒนาทุนมนุษย์ เสริมทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงและขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีทิศทางการทำงาน 2 ระยะ คือในระยะเร่งด่วนจะระดมสรรพกำลังจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ทั่วประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมทักษะอาชีพ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ SMEs ส่วนในระยะยาวได้เตรียมวางรากฐานประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยพร้อมเป็นทัพหน้าในการยกระดับคุณภาพทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ควบคู่กับการบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันกระบวนการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มต่อยอดจากระบบ Fast Track ในกลุ่มสินค้าการแพทย์และอาหารแล้ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดเวลาการจดสิทธิบัตร ซึ่งจะผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี

ด้านความมั่นคง

แก้ปัญหายาเสพติด เนื่องจาก ยาเสพติด ถือเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ” จะมุ่งแก้ปัญหาโดยเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการหันมาแก้ที่รากของปัญหา คือการสร้างสังคมให้เข้มแข็ง เพราะปัญหายาเสพติดจะเกิดขึ้นได้ต้องมีครบทั้ง ผู้กระทำผิด เหยื่อที่ขาดภูมิคุ้มกัน และโอกาส ซึ่งจะบูรณาการ 4 มิติ ทั้งการป้องกัน บำบัด ปราบปราม และพัฒนาสังคม ด้วยการเร่งสร้างรากฐานทางสังคม 6 ด้าน ให้แข็งแกร่ง เริ่มตั้งแต่ครอบครัวที่ต้องปลูกฝังทักษะสมอง ชุมชนที่ช่วยเป็นกลไกเฝ้าระวัง การศึกษาที่สอนทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์เสี่ยง เศรษฐกิจที่สร้างโอกาสและอาชีพ กฎหมายที่เน้นการป้องกันนำปราบปรามโดยไม่ตีตราผู้เสพ และการสื่อสารสาธารณะที่สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ยังได้นำนวัตกรรมมาช่วยขับเคลื่อน เช่น นวัตกรรมตรวจสารเสพติดในเส้นผมที่ตรวจย้อนหลังได้กว่า 3 เดือน และ “คลินิกอบอุ่น” ที่ใช้สมุนไพรบำบัดจนสามารถขจัดสารเสพติดในร่างกายได้ 100% ภายใน 9 วัน

ด้านสังคม

เร่งพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ด้วยการส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ จัดหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการ
กับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education: CWIE) เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานจริง
ในสถานประกอบการควบคู่การเรียนในห้องเรียน เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้มีทั้งความรู้ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการทำงานที่จำเป็นในอนาคต ซึ่งในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมลงนามความร่วมมือและเข้าร่วมโครงการ CWIE จำนวน 27 แห่ง

ยกระดับการเข้าถึงการบริการสาธารณสุข ด้วยการขับเคลื่อนการนำข้อมูลทางการแพทย์ของเครือข่ายไปใช้ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา การทดสอบ ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ สอดรับกับการสร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก “Wellness Hub” โดยมุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบบซ่อมสุขภาพ” เป็น “การสร้างเสริมสุขภาพ” โดยหัวใจสำคัญ คือ “ข้อมูล” ซึ่งต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และสะท้อนบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง การสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกัน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การวิจัย การพัฒนา และการนำไปใช้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และภาคเอกชน เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ Medical AI ของไทยสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการวินิจฉัยและการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เตรียมขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คือ “LiverSound” ระบบช่วยคัดกรองมะเร็งตับจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเตรียมนำไปใช้งานในโรงพยาบาลภายใต้เขตสุขภาพที่ 3 และ “RAMAAI CXR Solution” ระบบวินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอกจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้เริ่มนำร่องใช้งานจริงในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์เป้าหมายรวม 14 แห่ง

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

นำนวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยทำเป็น 2 แนวทางคู่ขนาน คือ ระยะสั้น นำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด ด้วย“ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ที่มีต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง สามารถนำไปติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชนผลิต และซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่ สำหรับระยะยาว เดินหน้านำเทคโนโลยีขั้นสูง มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า พร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ โดยเฟสแรก จะขยายผล “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ก่อนขยายสู่ทั่วประเทศ โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่น ห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นที่เป็นนวัตกรรม DIY ราคาถูก เพื่อให้คนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย และดึงสถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางในการช่วยดำเนินการให้ชุมชนได้ทันที โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ที่จะเปลี่ยน “เศษวัสดุเหลือทิ้ง” อย่างเศษวัสดุ ที่เคยถูกเผาทิ้ง เช่น ฟางข้าว ฟางข้าวโพด เศษไม้ ขยะพลาสติก นำมาแลกเปลี่ยนเป็นผลผลิตจากงานวิจัยที่จับต้องได้ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล แผงโซลาร์เซลล์มือสอง แผ่นคลุมดินจากชีวมวล ซึ่งเป็นสิ่งของที่ช่วยลดรายจ่ายในชีวิต ประจำวัน จากนั้นจะนำเศษวัสดุที่เหมาะสมส่งต่อให้ภาควิจัยและภาคเอกชน ผลิตเป็นสินค้ารักษ์โลกและพลังงานทดแทนที่สามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดได้ ซึ่งกลไกนี้จะทำให้เกษตรกรได้ค่าตอบแทน ภาคเอกชนได้ต้นทุนที่แข่งขันได้ และประเทศได้นวัตกรรมรักษ์โลกอย่างยั่งยืน โดยจะทดลองนำร่องในลักษณะ Sandbox ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน หากประสบความสำเร็จ จะขยายผลไปยังพื้นที่ภาคกลางและส่วนอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อแลกเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://pmuc-zero-burn-to-earn.vercel.app/login

ข่าวที่เกี่ยวข้อง