“วราวุธ” กางโรดแมป “ONE MIND” พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว ขยายสินเชื่อ SME Green Productivity

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้วยหลักการ “ONE MIND” หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสารและทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการผ่าน 4 เสาหลัก ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจโลกและคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมทั้งพลิกโฉมกระทรวงอุตสาหกรรม โดยวางโครงสร้างการทำงานใหม่ ประกอบด้วย

เสาที่ 1 People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานการณ์แก้ไขปัญหาแบบรายเดือน

เสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขานรับนโยบายรัฐบาล ตั้งเป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ชุมชน สร้างอาชีพ และสร้างสะพานเชื่อมทักษะให้กับคนไทย โดยเฉพาะนักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ วิสาหกิจชุมชน SMEs ผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ “New Engine” ให้เป็นพรีเมียม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผลักดันไทยเป็น Medical Food Hub ของเอเชีย ผลักดันผ้าไทยและงานคราฟต์ (งานหัตถกรรม) สู่แบรนด์สากล รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยีจะดึงเม็ดเงินลงทุน Data Center & Cloud Services ระดับโลก โดยเร่งสร้างระบบนิเวศ ของ EV และระบบซื้อขายคาร์บอน

เสาที่ 3 Legal Reform ผ่านระบบราชการทันใจ เป้าหมาย คือ จะต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานกฎหมายของกระทรวง มีการประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ และรายงานความก้าวหน้าต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และที่ประชุมผู้บริหารของกระทรวงทุกเดือน

เสาที่ 4 Minister’s Passion คือ โจทย์สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุ และ
คนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิม เช่น จากอีสเทิร์นซีบอร์ด สู่โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor : EEC) ขณะเดียวกันยังมีกลไกใหม่สำคัญที่จะผลักดัน คือ การตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมผลักดันจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้ SME รวมทั้งการ Upskill และ Reskill แรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ และตลาดคาร์บอนเครดิตรองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ

มาตรการช่วยเหลือประชาชน SMEs เกษตรกร และภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

มาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องเผชิญต้นทุนค่าน้ำมันในการขนส่งสินค้า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ได้ขยายสินเชื่อครอบคลุมกลุ่ม SMEs ในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษภายใต้โครงการ “SME Green Productivity” ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐ อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด รายละ 30 ล้านบาท วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยโครงการนี้จะช่วยยกระดับ SMEs ไทยสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” เพื่อให้แข่งขันได้ในเวทีโลกตามกฎกติกาการค้าใหม่ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารถนำเงินสินเชื่อไปใช้ในการเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือจากการใช้ระบบไฟฟ้า (EV) รวมทั้งนำไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้พลังงานสะอาด สามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่บัดนี้ – 30 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม) ผ่านช่องทาง สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ LINE Official: @SMEDevelopmentBank เว็บไซต์ www.smebank.co.th/loan/greenproductivity/ และ Call Center 1357

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM2.5 เตรียมเสนอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เพื่อขยายความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย จากเดิมที่อนุมัติเฉพาะกลุ่มอ้อยสดคุณภาพดี 100% ในกรอบวงเงินรวม 5,175 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันจ่ายเงินกลุ่มแรกเสร็จสิ้นแล้ว 1.26 แสนราย เป็นเงิน 4,687 ล้านบาท คงเหลือเงิน 487 ล้านบาท ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรม จึงขออนุมัติจ่ายเงินเพิ่มเติมให้เกษตรกรอีก 4,667 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 6.91 ล้านตัน แบ่งเป็น

กลุ่มที่ 1 ชาวไร่อ้อยที่ไม่มีอ้อยเผาแต่มีสิ่งปนเปื้อน (ไม่เกิน 5%) ให้หักส่วนเกินออกและจ่ายเฉพาะส่วนดี ครอบคลุม 1,053 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 เกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% ให้โรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 คู่สัญญาวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเอทานอลอยู่ที่ 62.34 ล้านบาท ปริมาณอ้อย 9 แสนกว่าตัน

กลุ่มที่ 3 เกษตรกรส่งอ้อยสด 100% ให้โรงงานน้ำตาลทรายแดง 109 คู่สัญญา วงเงิน 3.61 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินเพิ่มเติม 477.04 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในกรอบวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้ โดยจะเร่งเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว

ผลักดัน 40 สินค้ามาตรฐาน มอก. ช่วยประหยัดพลังงาน ลดภาระประชาชน ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งขับเคลื่อนมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ด้านประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าคุณภาพและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน โดยกำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานแล้ว 40 มาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว และเครื่องเชื่อมไฟฟ้า รวมทั้งหลอดไฟ อุปกรณ์ส่องสว่าง วัสดุก่อสร้าง กลุ่มยานยนต์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถไฮบริด และผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ฟิล์มติดกระจก และฉนวนกันความร้อน อีกทั้งยังยกเว้นค่าธรรมเนียม เพื่อจูงใจผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าประหยัดพลังงาน ขณะนี้มีผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาต 119 ราย รวม 235 ฉบับ และยกระดับโรงงานด้วยมาตรฐานสากล ISO 50001 เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมนำไปใช้บริหารจัดการพลังงานภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่ได้รับการรับรองแล้วกว่า 70 แห่ง

สำหรับความร่วมมือกับต่างประเทศ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พบหารือกับนายหลิว เชา ประธานหอการค้ามณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกเพื่อให้นักลงทุนและผู้ประกอบการทุกประเทศสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และให้ความสำคัญกับด้านสิ่งแวดล้อม ระบบบริหารจัดการน้ำเสีย และการจัดการขยะกากอุตสาหกรรมที่เกิดจากกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศไทยสู่ความยั่งยืน หารือกับนายสุชิน กุมาร ดาร์นูก้า ประธานหอการค้าอินเดีย – ไทย เพื่อร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรม การลงทุนระหว่างไทยและอินเดียที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต อาหารมูลค่าสูง โดยใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบและการแปรรูปของไทยควบคู่กับศักยภาพด้านตลาดและเทคโนโลยีของอินเดีย การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพภายใต้นโยบาย BCG Economy Model โดยใช้ฐานทรัพยากรทางการเกษตรของไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ และสารชีวภาพมูลค่าสูง การส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Hub) และส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ (EV) ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อยกระดับขีดความ สามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต และหารือกับนายอเลฮานโดร อัลคาลา เกเรซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติสำหรับประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก (World Bank) เพื่อผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อเป็นฐานการผลิต EV ของภูมิภาค พัฒนาระบบตลาดคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนให้อุตสาหกรรมไทยได้รับประโยชน์จาก Carbon Credit อย่างแท้จริง สนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรลุ Net Zero ตามเป้าหมายที่กำหนด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง