นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พลตำรวจโท กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพลตำรวจตรี ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมแถลงผลงานการปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดต ผิดกฎหมาย มูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท ณ ห้องโถง อาคาร 1 กรมศุลกากร
อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้เข้มงวดการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) และสารเอโทมิเดต อย่างเป็นระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ต.ค. 2568 – พ.ค. 2569) กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดบุหรี่ได้ถึง 49,064,878 มวน รวมมูลค่าของกลางกว่า 225 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ 548,577 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางกว่า 71 ล้านบาท ก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวน 140,200 กระบอก คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท และสารเอโทมิเดต ปริมาณ 28 กิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 18 ล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569
กรมศุลกากรได้มีการตรวจยึดกรณีสำคัญ โดยสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้ตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้า ต้นทางประเทศจีน พบสินค้าไม่ได้สำแดง เป็นบุหรี่ไฟฟ้าครบชุดสมบูรณ์ จำนวน 52,000 ชิ้น น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 100 แกลลอน มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท จากการตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว พบว่าผู้กระทำความผิดได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยใช้วิธีนำเข้าในลักษณะ“แยกชิ้นส่วน” อาทิ ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ หัวพอด สำลี น้ำยา บรรจุภัณฑ์ โดยสำแดงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือสินค้าอื่นๆ ทั่วไป รวมทั้งลักลอบนำเข้ามาพร้อมกับสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทต่างๆ ทั้งนี้ นอกจากการซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์แล้ว จากการบูรณาการกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากรยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้าผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น การจัดส่งผ่านพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ตลอดจนการลักลอบนำเข้าผ่านแนวชายแดน แล้วนำมารวบรวมเพื่อประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จรูปและใส่บรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อจำหน่ายต่อไป นอกจากนี้ หน่วยสืบสวนปราบปรามสงขลา สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ได้เข้าตรวจค้นพัสดุไปรษณีย์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน 52,742 ชิ้น มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท
รวมถึงสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ทำการตรวจค้นจับกุมผู้โดยสารชาวไทย จำนวน 3 ราย เดินทางมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 21 เครื่อง และไส้บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 165,600 มวน มูลค่ากว่า 9 แสนบาท
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวถือเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ประกอบพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
สำหรับบุหรี่มวนผิดกฎหมาย กรมศุลกากรได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า รูปแบบพฤติการณ์การลักลอบจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายในปัจจุบันเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ส่งตรงถึงผู้บริโภคมากขึ้น กรมศุลกากรจึงได้ปรับแผนการเฝ้าระวังให้สอดคล้องกับสถานการณ์และนำเทคโนโลยี x-ray มาช่วยในการตรวจสอบ โดยสำนักงานศุลกากรกรุงเทพได้เข้าตรวจสอบ ณ ศูนย์ไปรษณีย์ด่วนพิเศษกรุงเทพ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคัดแยกและกระจายพัสดุทั่วประเทศ พบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถอายัดพัสดุต้องสงสัยว่าเป็นบุหรี่ต่างประเทศลักลอบนำเข้าได้กว่า 4,000 หีบห่อมีต้นทางจากจังหวัดในภาคใต้ และมีพฤติการณ์ปิดบังอำพรางโดยใช้สิ่งอื่นห่อหุ้มของเพื่อหลบเลี่ยง จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยึดกรณีสำคัญโดยด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ด่านศุลกากรสงขลา และหน่วยสืบสวนปราบปรามสงขลา สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 เข้าตรวจค้นพัสดุไปรษณีย์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และตรวจยึดบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศที่มิได้ปิดอากรแสตมป์และไม่ปรากฏหลักฐานในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 14,028 คอตตอน (จำนวน 2,805,520 มวน) มูลค่ากว่า 13 ล้านบาท ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดฐานนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรและเป็นของต้องกำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560
สำหรับขบวนการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมาย ปรับรูปแบบสู่ช่องทางออนไลน์ ส่งตรงถึงผู้บริโภค พร้อมใช้พัสดุอำพรางสินค้าเลี่ยงตรวจสอบ โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถอายัดพัสดุต้องสงสัยได้กว่า 4,000 หีบห่อ
พร้อมกันนี้ ด่านศุลกากรในพื้นที่ภาคใต้ ตรวจยึดบุหรี่เถื่อน 14,028 คอตตอน หรือกว่า 2.8 ล้านมวน มูลค่ากว่า 13 ล้านบาท เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายศุลกากรและภาษีสรรพสามิต
นอกจากนี้ ยังตรวจยึด “เอโทมิเดต” กว่า 28 กิโลกรัม จากอินเดีย จับกุมผู้ต้องหา 7 ราย พบเชื่อมโยงการผลิต “น้ำมันอวกาศ” หรือบุหรี่ซอมบี้ ซึ่งเป็นสารเสพติดรูปแบบใหม่
ขณะเดียวกัน ตรวจยึดก๊าซหัวเราะ 135,936 กระบอก มูลค่ากว่า 24 ล้านบาท หลังพบลักลอบนำเข้าในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กเพื่อเลี่ยงกฎหมาย โดยเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า
อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยอีกว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาได้มีการปราบปรามการจับบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง จึงทำให้ผู้ค้ามีการปรับเปลี่ยนวิธีการจำหน่าย เช่นบุหรี่มวนมีการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ หรือการขนขนาดย่อยส่งผ่านไปรษณีย์ ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่พบการขนส่งจำนวนมาก ภาคใต้ และในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าจะมีการเปลี่ยนรูปแบบในการนำส่งโดยการนำมาประกอบเองในประเทศ และมีการพบ สารเสพติด 2 “เอ็มดิสฟ้า” มักใช้ในกลุ่ม”ยาอี“ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากกับสังคม ทั้งการ์ดไนตรัสออกไซด์ หรือ “ก๊าซหัวเราะ”ซึ่งสารชนิดนี้สามารถใช้กับอาหารและทางการแพทย์ก็ได้ ถ้าเรามีการพบใช้ในสถานที่ บันเทิง ในบริเวณต่างๆพบทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่ใช้
ขณะเดียวกันจะมีการทำร้ายของกลาง โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล จะมาเป็นประธานในพิธี รวมทั้งรองนายกฯรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งบุหรี่มวน 35,000,000 ล้านมวล บุหรี่ไฟฟ้า 400,000 ชิ้น ทั้งนี้บุหรี่ทั้งหมดที่มีไว้ครอบครองโรคการทำลายอยู่ที่จำนวน 91,000,000 ล้านมวล และบุหรี่ไฟฟ้า 6,800,000 ชิ้น สำหรับแนวโน้มในการจัดกลุ่มเมื่อเปรียบเทียบ ปีนี้จะมีการจับกุมการรับรอบได้มากขึ้น เนื่องจากมีการร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อที่จะให้สินค้าผิดกฎหมายออกจากนอกประเทศให้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งแนวโน้มในประเทศมีการต้องการเพิ่มมากขึ้น ที่ใช้ในการสันทนาการในการเฝ้าระวังของภาคใต้ซึ่งมีสถิติในการลักลอบขนส่งมากที่สุด เบื้องต้น มีการเปลี่ยนรูปแบบในการขนส่งจากเดิมขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ภายหลังก็มีมีการส่งผ่านไปรษณีย์ และมีการส่งขนาดย่อยผ่านชื่อผู้รับจำนวนมาก
อธิบดีกรมศุลกากร ขอฝากเตือนประชาชน ไม่ควรซื้อสารหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่นำไปใช้สูบหรือดม เนื่องจากมีความเสี่ยงและส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่ยังไม่เคยทดลอง ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด การสั่งซื้อสิ่งเหล่านี้ ไม่เพียงทำให้สูญเสียเงิน แต่ยังอาจต้องแลกด้วยสุขภาพในระยะยาว ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งแก้ไข ปรับปรุง และเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการลงโทษอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในประเด็นกัญชาเตรียมใช้มาตรการแบล็กลิสต์ชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย ทั้งกรณีการเสพในพื้นที่ห้ามหรือการลักลอบนำออกนอกประเทศ








