ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ ญี่ปุ่น (National Institute of Technology: NIT) ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่มิติใหม่ภายใต้แนวทางการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน (All Japan) ในโอกาสที่ ดร.นาคาชิมะ ฮิเดฮารุ (Dr. NAKASHIMA Hideharu) ประธานสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น เข้าคารวะในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ และร่วมหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนโครงการ “Thai KOSEN” ระยะที่ 2 ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนของโครงการจากผลสำเร็จของโครงการในระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 69 ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว.
ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอประเด็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนโครงการไทยโคเซ็นของกระทรวง อว. ว่าจากการดำเนินงานโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็นในระยะที่ผ่านมาเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันไทยโคเซ็นได้รับผลการตอบรับที่ดีจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศและภูมิภาค ในระยะต่อไป กระทรวง อว. มุ่งขยายระบบการศึกษารูปแบบโคเซ็นไปยังมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาค ที่มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนทักษะสูง (High-skilled workforce) ยกระดับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) อุตสาหกรรมเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ควรมุ่งเน้นและผลักดันเป็นพิเศษเพื่อพัฒนากำลังคนในการพัฒนาประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของ NIT ในด้านการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมเป็นกลไกกำหนดแนวทาง และถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนของการดำเนินโครงการในระยะต่อไป
ในโอกาสนี้ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. แสดงความขอบคุณหน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยเฉพาะ NIT ที่ให้การสนับสนุนในการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็นขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ สถาบันโคเซ็น สจล. และ สถาบันโคเซ็น มจธ. ส่วนทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป กระทรวง อว. มุ่งขยายการศึกษารูปแบบโคเซ็นไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีศักยภาพด้านวิศวกรรมศาสตร์ ไปยังส่วนภูมิภาค โดยจะมีศูนย์กลางการศึกษาระบบโคเซ็น (KOSEN Education Center : KEC) เป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนการดำเนินงานโครงการระยะที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนของ NIT และรัฐบาลญี่ปุ่น
ขณะที่ ดร. นาคาชิมะ ฮิเดฮารุ ประธาน NIT ได้แสดงความขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และคณะผู้บริหาร ที่ให้การต้อนรับคณะ NIT และได้นำเสนอข้อมูลที่สะท้อนความโดดเด่นของระบบการศึกษารูปแบบโคเซ็นที่ดำเนินการมากว่า 60 ปี ในประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งได้แสดงความชื่นชมต่อนักเรียนทุนไทยโคเซ็นที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันหุ่นยนต์ (Robot Contest) ที่ประเทศญี่ปุ่น สำหรับการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้น ประเทศญี่ปุ่นยังมีความต้องการกำลังคนด้านนี้เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยได้ให้ข้อมูลว่า เมืองคุมาโมโตะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์ (Electronic Devices) สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีบริษัท (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company : TSMC) พร้อมทั้งได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Japan Advanced Semiconductor Manufacturing : JASM) ที่เมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto) โดยมีผู้ร่วมถือหุ้นรายใหญ่ได้แก่ บริษัทโซ่นี่ (Sony) บริษัทเด็นโซ่ (Denso) และบริษัทโตโยต้า Toyota เข้าร่วม เพื่อผลิตชิปป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์และเซนเซอร์ภาพเป็นหลัก นอกจากนั้น บริษัทแรพพิดัส (Rapidus Corporation) ได้เลือก เมืองชิโตเสะ (Chitose) บนเกาะฮอกไกโด เป็นที่ตั้งสำหรับสร้างโรงงานผลิตชิปขั้นสูงด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นไม่มีข้อขัดข้องในการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์กลางการศึกษาระบบโคเซ็น (KEC) โดยเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อกำหนดทิศทางและบทบาทการทำงานเพื่อผลักดันการดำเนินโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และรองรับการขยายผลการดำเนินโครงการไทย THAI KOSEN ระยะที่สองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในโอกาสนี้ นายทานิมุระ เลขานุการเอก ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทยกล่าวสนับสนุนว่า สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ THAI KOSEN โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมผนึกกำลังในรูปแบบ “All Japan” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIT) เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นกลไกขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ความสำเร็จตลอด 7 ปีที่ผ่านมาของโครงการ THAI KOSEN สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบการศึกษาแบบโคเซ็นต้นแบบจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่มีผู้สำเร็จการศึกษารุ่นแรกและรุ่นที่สองได้รับการยอมรับอย่างสูงจากภาคอุตสาหกรรม ที่มีบริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นเสนอตำแหน่งงานให้เป็นจำนวนมากสูงกว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาหลายเท่าตัว นอกจากนี้ การที่หลักสูตรวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ของสถาบันโคเซ็น สจล. ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (KOSEN International Standard : KIS) จากสมาคมการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น (Japanese Society of Engineering Education : JSEE) ยืนยันถึงทักษะปฏิบัติที่โดดเด่นและความเชี่ยวชาญด้านภาษาที่พร้อมทำงานในระดับสากล
ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำยุทธศาสตร์การพัฒนาของ กระทรวง อว. มุ่งขยายผลโครงการไทยโคเซ็นสู่ภูมิภาคและเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยการนำหลักสูตรโคเซ็นไปประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เน้นการจัดทำหลักสูตรแบบ Demand-driven เพื่อสร้างแรงงานแห่งคุณภาพเพื่ออนาคต (Future Workforce) ผ่านการสนับสนุนด้วยกลไกการจัดตั้ง ศูนย์กลางการศึกษาระบบโคเซ็น (KOSEN Education Center : KEC) เพื่อเป็นแกนกลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และควบคุมมาตรฐานหลักสูตร ภายใต้ความร่วมมือจาก NIT ในการส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวางรากฐานและสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการระหว่างสถาบันโคเซ็นในญี่ปุ่นและไทย การหารือในครั้งนี้จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้แก่การศึกษาระบบโคเซ็นในประเทศไทย เพื่อสร้าง “วิศวกรนักปฏิบัติ” ที่มีคุณภาพสูงและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว อันจะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม












