“ศุภมาส” คุมเข้มควบคุมราคาชุดนักเรียน “พลพีร์” เดินหน้าไทยช่วยไทย ไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ลดภาระค่าครองชีพ ลดต้นทุนเกษตรกร

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ย่านการค้าบางลำพู เพื่อติดตามสถานการณ์ซื้อขายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนที่จะมาถึงในสัปดาห์หน้า จำนวน 5 ร้าน ประกอบด้วย ห้างตราสมอ ร้านศรีภัณฑ์ ร้านท๊อป ร้านสมใจนึกเฮ้าส์ และ ร้านชัยรัตน์ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้ปกครองและคุ้มครองผู้บริโภค โดยนางสาวศุภมาส กล่าวว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้หลายครัวเรือนเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงใกล้เปิดภาคเรียนผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องใช้จ่าย เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่คุ้มค่าสูงสุด ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความเป็นห่วงต่อผู้บริโภค จึงมอบหมายให้ติดตามตรวจสอบการจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

ซึ่งที่ผ่านมา สคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงก่อนเปิดภาคเรียน พบว่า มีการตั้งราคาสูงเกินสมควร การไม่แสดงราคาสินค้า การบังคับซื้อพ่วง คุณภาพสินค้า ไม่เหมาะสมกับราคา รวมถึงฉลากสินค้าไม่ครบถ้วน การลงพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงมาตรวจสอบแต่ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ไม่ให้เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค “ชุดนักเรียน” ถือเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง กำหนดประเภทของสินค้าให้เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. 2565 หากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจัดทำฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนผู้ขายที่จำหน่ายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก หรือมีแต่ระบุรายละเอียดไม่ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการกำกับด้วยมาตรฐาน มอก. 2137-2559 และ มอก. 2138-2559 
ที่ดูแลคุณภาพผ้าและเครื่องแบบนักเรียนโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

ขอเน้นย้ำกับผู้ประกอบการทุกรายว่า ให้ทำธุรกิจตามกฎหมาย หากพบการเอาเปรียบผู้บริโภคจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ขอความร่วมมือจัดชุดนักเรียนราคาประหยัดเป็นทางเลือกให้ผู้ปกครอง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน และฝากถึงผู้ปกครองทุกคนให้ตรวจสอบสินค้าให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ เปรียบเทียบราคา ตรวจดูฉลาก คุณภาพและเงื่อนไขการเปลี่ยนคืนสินค้า เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง หากผู้บริโภค พบการจำหน่ายชุดนักเรียนโดยไม่แสดงฉลาก ไม่แสดงราคา ตั้งราคาเกินสมควรหรือถูกบังคับซื้อพ่วง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังเดินหน้านโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยอนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้า และอุปกรณ์การเรียนเดิมได้ แม้จะเลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน หากยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ รวมถึงผ่อนปรนเรื่องชุดลูกเสือ–เนตรนารี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแก่ผู้ปกครอง อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังจัดโครงการ “Back to School 2026” ลดราคาสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 86% และเตรียมนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปจำหน่ายในโรงเรียนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองอย่างทั่วถึง สิ่งที่ผู้ปกครองจะได้รับ คือ การลดภาระค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจากการตรึงราคาสินค้า การลดราคาสินค้าและบริการด้านการศึกษา รวมถึงนโยบายผ่อนปรนการใช้ชุดนักเรียนเดิม ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานแบบบูรณาการของรัฐบาลที่ต้องการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ และไม่ปล่อยให้ภาระตกอยู่กับผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว

สิ่งสำคัญที่รัฐบาลเร่งดำเนินการคือการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ผ่านโครงการและมาตรการต่างๆ โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่มห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากกว่า 3,000 รายการ มาจัดจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุดถึง 58% ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ในราคาย่อมเยาใกล้บ้าน บรรเทาผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกรมการปกครอง ได้รายงานผลการขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 2 (8 พ.ค. 69) ครอบคลุม 878 อำเภอ ทั่วประเทศ มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2 แสนคน สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 27 ล้านบาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 6.23 ล้านบาท รวมผลการดำเนินงาน 2 ครั้งที่ผ่านมา สามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 60.85 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 13.66 ล้านบาท สะท้อนผลสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือในการกระจายสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัดสู่ประชาชนในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยังได้ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้าราคาประหยัดส่งตรงถึงประชาชนทั่วประเทศ โดยผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 10,397 ราย แยกเป็นประเภทรถยนต์ 3,539 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง 4,535 ราย รถจักรยานยนต์ 2,323 ราย

จากการลงพื้นที่ นายพลพีร์ ยังได้เน้นย้ำถึงแผนเชิงรุกในการรับมือกับวิกฤตด้านพลังงาน จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเร่งผลักดัน “โครงการไฟฟ้าเพื่อการเกษตร” เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำและผลผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้นำนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งเสริมการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ด้วยกระบวนงานการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับจังหวัด ที่ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกพื้นที่สามารถพึ่งพาพลังงานของตนเองได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งโครงการ Solar Rooftop จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาวให้กับองค์กรและภาคเอกชน รวมถึงประชาชน เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของท้องถิ่น
ซึ่งจะทำให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นต้นแบบเมืองพลังงานสะอาดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งผู้แทนภาคเอกชนและหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการ Solar Rooftop ว่าจะเป็นโอกาสใหม่ในการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างภาพลักษณ์เมืองศรีสะเกษให้มีความทันสมัยควบคู่การใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การหารือครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษในการมุ่งสู่“เมืองพลังงานสะอาด” อย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานความมั่นคงด้านพลังงานและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดต้นทุนพลังงาน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของจังหวัด และทำให้ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย เกิดประโยชน์ในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง