นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หารือ ร่วมกับ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ‘นอมินี’ ในประเทศไทย พร้อมทั้งเพื่อให้การส่งทำงานส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ง่ายต่อการตรวจสอบของทั้ง 2 หน่วยงาน หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดปฏิบัติการสแกนข้อมูลบริษัทภายในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะ เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ว่ามีชาวต่างชาติบางคนรวมกลุ่มกันตั้งเป็นก๊กก๊วนแสวงหาผลประโยชน์ และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สังคม เป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านในพื้นที่
นำข้อมูลบริษัทที่ได้สแกนอย่างละเอียดจำนวน 11,426 บริษัท จำแนกโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็น ‘บริษัทนอมนี’ ในระดับสูง กลาง ต่ำ และจะกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน มีการส่งรายชื่อบริษัทที่เข้าข่ายความเสี่ยงสูงให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง DSI ตรวจสอบแล้ว 34 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว และจะเดินหน้าปฏิบัติการปราบปรามนอมินีในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา หัวหิน ซึ่งมีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วนสูงเช่นกัน
อธิบดี DSI ย้ำว่า หลังจากนี้จะรับไปตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันผู้กระทำความผิดใช้วิธีการใหม่ๆ รวมถึงมีที่ปรึกษาทางกฏหมาย และผู้ทำบัญชีให้ความร่วมมือ จึงต้องลงลึกไปยังผู้ให้การสนับสนุนด้วย และในระยะต่อไป หาก การยกร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสร็จสิ้น เพื่อผลักดันให้ความผิดฐานนอมินี ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นความผิดมูลฐานตาม กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่ สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของธุรกิจกลุ่มเสี่ยง และขยายผลไปยังการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้ด้วย ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามปัญหานอมินี ได้ดีขึ้น
ในสัปดาห์หน้า เตรียมจะหารือ กับ สมาคมธนาคารไทย เพื่อกำหนดมาตรการตรวจสอบ เงินลงทุน ของ บริษัท ที่ใช้ ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ส่วนรายละเอียดจะต้องดูความเหมาะสมอีกครั้ง เพราะต้องคำนึงถึงความสมดุล ของการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ ที่ขอจดทะเบียนตั้งบริษัทด้วย เบื้องต้น เฟสแรก อาจจะบังคับใช้มาตรการ กับบริษัทที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือ บริษัทจดทะเบียนตั้งใหม่ก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้แนวทางที่ชัดเจนแล้ว จะต้องเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น เป็นเวลา 30 วัน ก่อนจะออกเป็นมาตรการบังคับใช้ เพื่อปิดช่องโหว่ ป้องกันการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในกลุ่มเสี่ยงใช้คนไทยเป็น นอมินี หลังจากได้ทยอยออกมาตรการเข้มตั้งแต่ต้นปี จนเห็นผลชัดเจนว่า การตั้งบริษัทใหม่ในกลุ่มเสี่ยงนอมินี ลดลงไปแล้วถึง 75%
จากข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจการค้า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุดมีบริษัทจำกัดทั้งหมด 21,717 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย แบ่งเป็นต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป 96 ราย และถือหุ้น 0.01-49.99% จำนวน 11,553 ราย
สำหรับ 10 อันดับสัญชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมากที่สุด อันดับ 1 คือ ฝรั่งเศส 2,365 ราย คิดเป็น 20% รองลงมา อังกฤษ 1,446 ราย หรือ 12% รัสเซีย 1,205 ราย และอิสราเอล 1,147 ราย
อำเภอเกาะสมุย มีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 12,050 ราย และมีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 8,213 ราย โดยต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จำนวน 53 ราย และถือหุ้นไม่เกิน 49.99% จำนวน 8,160 ราย
นักลงทุนหลักในเกาะสมุย เป็นฝรั่งเศสมากที่สุด 1,937 ราย หรือ 24% ตามด้วยอังกฤษ 1,077 ราย รัสเซีย 885 ราย จีน 478 ราย และอิสราเอล 419 ราย
อำเภอเกาะพะงัน มีบริษัททั้งหมด 4,761 ราย และมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย โดยต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จำนวน 25 ราย และถือหุ้นต่ำกว่า 50% จำนวน 3,188 ราย
นักลงทุนหลักในเกาะพะงัน เป็นอิสราเอลขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเกาะพะงัน จำนวน 720 ราย หรือ 22% ตามด้วยฝรั่งเศส 426 ราย อังกฤษ 359 ราย และรัสเซีย 306 ราย








