เปิดปฏิบัติการ “Broken Ivory คชาฆาตปิดปลายงา” ทลายเครือข่ายค้างาช้างข้ามชาติ

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศรัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต. เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.สำนักป้องกันและปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามสัญญา (CITES) ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 9 ราย ในพื้นที่ 7 จังหวัด หลังเปิดปฏิบัติการ Broken ivory “คชาฆาตปิดปลายงา” เพื่อกวาดล้างเครือข่ายค้างาช้างข้ามชาติ ซึ่งผู้ต้องหาเหล่านี้ เป็นกลุ่มผู้ลักลอบค้างาช้างรายใหญ่ ทำหน้าที่เป็นแอดมินเพจและแปรรูปงาช้างรวมถึงสัตว์คุ้มครองชนิดต่าง ๆ เพื่อส่งจำหน่ายทั่วประเทศ โดยถูกดำเนินคดีในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และ ค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองฯ ขณะที่ของกลาง ที่ยึดมาได้ คือ งาช้างสายพันธุ์แอฟริกันแบบท่อน แบบหั่นชิ้น และ รูปแบบอื่น ๆ รวมน้ำหนักกว่า 250   กิโลกรัม  ชิ้นส่วนหางกระเบน น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ซากเต่ากระ  1 ตัว

พ.ต.ท ปฐมพงศ์ ทองจำรูญ  รอง ผกก. (สอบสวน) กก.5 บก.ปทส. ระบุว่า คดีนี้ ตำรวจพบข้อมูลกลุ่มผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า งาช้างและเขี้ยวพะยูน ผิดกฎหมาย ผ่านกลุ่ม Facebook ชื่อ “เขี้ยวงา เครื่องรางจากสัตว์” จึงได้ติดต่อทำทีขอซื้องาช้างจากกลุ่มผู้ค้าหลายคน และส่งของที่ได้รับดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ ยืนยันว่าเป็นงาช้างสายพันธุ์แอฟริกาทุกราย ซึ่งจากการสืบสวนพบเครือข่ายนี้ เพิ่งเริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปี มีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท จึงเปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายกลุ่มผู้ค้างาช้างผิดกฎหมายกลุ่มนี้ ส่วนงาช้างดังกล่าวพบว่าถูกนำเข้ามาจากประเทศแอฟริกาทางเรือมาลงที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีติดต่อกับชาวเวียดนามที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้หางาช้างที่ต้องการให้ ก่อนจะลักลอบนำเข้าผ่านทางเรือโดยช่องทางธรรมชาติตามริมฝั่งแม่น้ำโขง

ในชั้นจับกุมและสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะขยายผลไปยังกลุ่มคนเวียดนามรวมถึง เส้นทางการนำเข้าว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง  สำหรับงาช้างดังกล่าว พบว่าเมื่อนำเข้าจะถูกแปรรูปเป็น มีด ลูกประคำ และพระพุทธรูป ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะเป็นคนไทยที่มีความเชื่อว่างาช้างเป็นวัตถุมงคล

นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามสัญญา (CITES)  ระบุด้วยว่า ตามกฎหมายการครอบครองงาช้าง ในประเทศไทยยังไม่เคยออกใบอนุญาตให้ครอบครองงาช้างแอฟริกา ซึ่งผลการจับกุมในครั้งนี้จะมีการรายงานส่งไปยังไซเตสที่เจนีวา เพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศไทยมีความเข้มงวดกวดขันในการกวาดล้างการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 โดยอนุญาตให้ครอบครองและซื้อขายเฉพาะ “งาช้างบ้าน” ที่ได้มาอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น สำหรับของกลางเหล่านี้ จะมีการเก็บรักษาดูแลอยู่ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจนกว่าคดีจะสิ้นสุด และหลังจากนั้นจะมีการทำลายงาช้างต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง