นายกฯ เปิดเวทีหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” รับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ปลดล็อกอุปสรรค ขยายการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการดึงศักยภาพภาคเอกชนมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศ จึงได้จัดเวทีหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานจริงในภาคธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของหน่วยงานรัฐให้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุนความต้องการของภาคเอกชนมากกว่าการเป็นผู้ควบคุมเพียงอย่างเดียว นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและกฎระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้หน่วยงานราชการเร่งติดตามอุปสรรคและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในประเด็นด้านกฎระเบียบหรือกระบวนการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อน รวมถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชื่อมโยงถึงผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้แสดงบทบาทนำในการผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงานผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ซึ่งปัจจุบันไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงาน (Grid Hub) ของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความสำเร็จของโครงการซื้อขายไฟฟ้าพหุภาคีระหว่าง 4 ประเทศ (สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์) หรือ LTMS-PIP ซึ่งรัฐบาลได้ขยายปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้นเป็น 200 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่สูงขึ้นในภูมิภาค สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าอาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรอง และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ร่วมกับประเทศสมาชิก ซึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐและเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน โดยรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิมๆ หรือกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อให้กิจการของทุกภาคส่วนเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง

สำหรับการหารือเชิงลึกในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย 1)  สถาบันหลัก กกร. : คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย 2) ยานยนต์ : คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด 3)  โรงแรม/ท่องเที่ยว : คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย 4)  สุขภาพ : แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS 5) ก่อสร้าง/อสังหาฯ : คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG 6) ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค : คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร/กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 7) พลังงาน : คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf 8) การเงิน : คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย 9) เทคโนโลยี : ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand 10) เกษตร/อาหาร : คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

ทั้งนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค ซึ่งภาคเอกชนเห็นสอดคล้องกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่ และเชื่อมโยงโอกาสไปสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME ผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม โดยรัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล สำหรับมาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง และพร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง