นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนในพื้นที่แหล่งน้ำจืด หรือ “ฤดูน้ำแดง” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2507 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์น้ำจืดให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์ พร้อมติดตามและประเมินผลทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมประมงได้ออกประกาศฉบับใหม่ โดยเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำประมง และเงื่อนไขการทำประมง ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริงของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2572 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและประเมินผลทางวิชาการ
จากการประเมินผลมาตรการในปี 2568 ซึ่งมีการเก็บตัวอย่างปลาเพศเมียที่มีการพัฒนาอวัยวะสืบพันธุ์ในระยะสมบูรณ์เพศ ครอบคลุมปลาจำนวน 155 ชนิด จาก 60 แหล่งน้ำ ใน 40 จังหวัด และ 18 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ พบว่า ปลาน้ำจืดมีช่วงสืบพันธุ์เด่นชัดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม โดยสูงสุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งพบปลาที่เข้าสู่ระยะวางไข่มากถึง 124 ชนิด
นอกจากนี้ ยังพบว่าความเข้มข้นของช่วงสืบพันธุ์อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนกันยายน สะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาสำคัญในการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำจืดไม่ได้จำกัดเฉพาะต้นฤดูฝน แต่ต่อเนื่องไปจนถึงปลายฤดูฝน
ประกอบกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา ประจำเดือนเมษายน 2569 ซึ่งคาดการณ์ว่า สภาวะเอนโซจะอยู่ในภาวะปกติช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ก่อนมีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม และต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569 ส่งผลให้กรมประมงยังคงมุ่งเน้นมาตรการคุ้มครองสัตว์น้ำจืดในช่วงต้นถึงกลางฤดูฝนเป็นสำคัญ
ดังนั้น กรมประมงจึงกำหนดพื้นที่และระยะเวลาห้ามทำการประมง รวมถึงเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้ ตามมาตรการเดิม โดยแบ่งพื้นที่และช่วงเวลาการบังคับใช้ออกเป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่
ระยะที่ 1 วันที่ 16 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่ 33 จังหวัด และอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์
ระยะที่ 2 วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่ 39 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ระยะที่ 3 วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา
สำหรับเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้ทำการประมงในช่วงดังกล่าว ได้แก่ เบ็ดบางประเภท ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ ชนาง สุ่ม ฉมวก ส้อม ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน และแหที่มีความลึกไม่เกิน 3 เมตร ภายใต้เงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด
ทั้งนี้ หากคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดใดกำหนดมาตรการที่เข้มงวดเพิ่มเติม ให้ประชาชนถือปฏิบัติตามประกาศของจังหวัดนั้นเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การทำประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือการช่วยชีวิตสัตว์น้ำ สามารถดำเนินการได้ หากได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ได้รับมอบหมาย
กรมประมงย้ำว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรการตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท หรือปรับเป็นจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง








