นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว ถอดรหัส ความสำเร็จ “อ้อยไทย ไร้ฝุ่น…หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว” พร้อมด้วยเครือข่ายอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีไร่อ้อยทั้ง 47 จังหวัด ผู้แทนจากกลุ่มโรงงานน้ำตาลทราย และตัวแทนชาวไร่อ้อย นายวราวุธ กล่าวว่า ถือเป็นการประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของกระทรวงอุตสาหกรรม และถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย หลังจากปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2568/2569 พบว่าสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 10% ถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุด ขณะเดียวกันสัดส่วนอ้อยสดเข้าหีบในโรงงานน้ำตาล 58 โรงงาน ใน 29 จังหวัดยังสูงถึง 96.20% ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน โดยบางพื้นที่ทำสถิติลดอ้อยเผาได้ต่ำสุดถึง 0.25% เท่านั้น
สำหรับผลสำเร็จดังกล่าวเกิดจากนโยบาย “พลัง 3 ประสาน” ได้แก่ พลังที่ 1 ที่ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 1.5 ล้านคนทั่วประเทศ ในพื้นที่ปลูกอ้อยเกือบ 10 ล้านไร่ ที่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทาง วิธีการจากการเผาอ้อยมาเป็นการตัดอ้อยสดสะอาด และมีคุณภาพดี พลังที่ 2 คือ ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล ทั้ง 58 แห่งที่ร่วมมือกันจัดการระบบหีบอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจ และพลังที่ 3 คือ ภาครัฐ ที่ขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวตามพันธกรณี Net Zero 2050 ที่ได้เคยประกาศเจตนารมณ์ไว้ในการประชุม COP 27 เมื่อปี พ.ศ. 2565 ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในขณะนั้นมีสัดส่วนอ้อยเผาสูงถึง 60-70% ขณะนี้บางพื้นที่ บางโรงงานมีสัดส่วนอ้อยเผาต่ำกว่า 1% และที่ต่ำที่สุดลดลงถึง 0.25% หมายความว่าช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศลดฝุ่น PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมาก โดยเฉพาะ “หิมะดำ” จากเขม่าควันจากการเผาอ้อยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
ในแง่ของเศรษฐกิจ การตัดอ้อยสดยังทำให้น้ำตาลมีคุณภาพดีขึ้น โดยค่าเฉลี่ยของผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยสูงขึ้นจาก 110 กิโลกรัม เป็น 113 กิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรและโรงงานมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้เข้าประเทศสูงถึงปีละกว่า 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ (GDP) โดยไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 5 และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล
นอกจากนี้ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดในฤดูการผลิตปี 2567/2568 ซึ่งยังมีวงเงินเหลืออีก 470 ล้านบาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการช่วยลดฝุ่นจากการเผาอ้อยเหลือไม่ถึง 5% พร้อมกับจะนำมาตรการฤดูการผลิตปี 2569/2570 เสนอคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเร็วที่สุด รวมทั้งมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) นำงานวิจัยมาใช้พัฒนาพันธุ์อ้อย ให้มีความหวานสูงขึ้น เพราะค่าความหวานคือตัวกำหนดราคา ยิ่งหวานมาก เกษตรกรยิ่งได้เงินมากในพื้นที่ปลูกเท่าเดิม ซึ่งขณะนี้บราซิลเป็นอันดับ 1 ของโลก ในการส่งออกน้ำตาล ส่วนไทยเป็นอันดับ 2 ดังนั้นต้องพัฒนาให้พื้นที่ที่มีอยู่เท่าเดิม แต่ใช้งานวิจัยมาเพิ่มความหวานเป็นรายได้ต่อไร่ และเปลี่ยนใบอ้อยเป็นเงิน เช่น ภาชนะรักษ์โลก หรือทำเชื้อเพลิงชีวมวล เป็นต้น และย้ำว่าจะเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” (Green Bioindustry) โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bio Economy เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร เพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมอาหารอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน อีกทั้งยังมีเป้าหมายจะต้องลดสัดส่วนอ้อยเผาทั่วประเทศให้ได้ต่ำกว่า 3% และจะมุ่งสู่ Zero Burning หรือทำให้สัดส่วนอ้อยเผาเป็นศูนย์ได้ในที่สุด อีกทั้งได้เน้นย้ำการดำเนินนโยบาย “ONE MIND” กับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3 ด้านอย่างเข้มข้น เริ่มต้นที่ ต้นน้ำ ด้วยการเร่งรัดใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์อ้อยให้มีไฟเบอร์ (กากใย) ต่ำลง แต่มีความหวานสูงขึ้น มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรซื้อเครื่องจักรกลทดแทนการเผาเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Burning ส่วน กลางน้ำ จะส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนให้ผู้ประกอบการ
การเข้าถึงตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้เสริม ตลอดจนการต่อยอดอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง เช่น การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และพลังงานชีวมวล และในส่วน ปลายน้ำ มองเห็นถึงโอกาสทองหลังจากที่รัฐบาลอินเดียประกาศงดส่งออกน้ำตาล ซึ่งไทยในฐานะผู้ส่งออกอันดับสองต้องช่วงชิงโอกาสนี้ในการขยายตลาดส่งออกน้ำตาลทรายรักษ์โลกที่ผลิตจากอ้อยสดเกือบ 100% เพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ที่นับวันจะทวีความเข้มข้นขึ้นในเวทีโลก โดยมั่นใจว่า พลัง 3 ประสานจะทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยเติบโตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม








