นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมร่วมกันของหน่วยงานด้านการปกครอง ความมั่นคง และตำรวจ ในครั้งนี้ เพื่อย้ำว่านี่คือนโยบายสำคัญของรัฐบาล และการบูรณาการความร่วมมือต้องเริ่มจากศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งยินดีที่ทุกหน่วยงานร่วมจัด Workshop เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง และเชื่อว่าหากเชื่อมโยงการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะนำไปสู่ความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม สถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รัฐบาลจึงเร่งเสริมความมั่นคงให้ปลอดจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานความมั่นคง ถือเป็น “4 เสาหลักความมั่นคง” ที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งด้านป้องกัน ปราบปราม และดูแลประชาชน ทั้งนี้ได้มอบแนวทางการดำเนินการด้านความมั่นคง เพื่อให้ทุกหน่วยงานได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ และเชื่อมั่นต่อฝ่ายความมั่นคงของไทย ว่าหากทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างความสงบสุขและความปลอดภัยให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
1. ด้านการป้องกัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ทำงานในรูปแบบ “ทีมจังหวัด” ประสานข้อมูล วางแผนเชิงรุก ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัย โดยเฉพาะยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้มีอิทธิพล ยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงเมืองท่องเที่ยว และเขตเศรษฐกิจสำคัญ ต้องสร้างให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และทำให้ทุกจังหวัดมีความปลอดภัยปราศจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือและทรัพยากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
2. ด้านการปราบปราม ให้เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกประเทศ การกระทำความผิดทุกรูปแบบ ให้เร่งสืบสวนขยายผลถึงผู้บงการและเครือข่ายรายใหญ่ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต้องปราบปรามอย่างจริงจัง เช่น คอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ ต้องตัดเส้นทางการเงินอย่างเด็ดขาด เรื่องอาวุธปืน กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้การพกพาอาวุธปืนสำหรับบุคคลทั่วไปเป็นการกระทำผิดกฎหมาย อีกทั้งต้องดูแลไม่ให้คนต่างชาติมาข่มเหงประชาชน พร้อมย้ำหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่มีการแทรกแซงการทำงาน และรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่
3. ด้านการช่วยเหลือประชาชน ให้กระทรวงมหาดไทยใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานในพื้นที่
รับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงรุก
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ตัวแทนทั้ง 4 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ได้นำเสนอประเด็นการอภิปรายในด้านความมั่นคง ใน 9 ประเด็น ประกอบด้วย 1) การบุกรุกที่ดินสาธารณะ 2) อาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3) ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนแบบอำพราง 4) ยาเสพติด 5) การฟอกเงิน 6) ผู้มีอิทธิพล 7) หนี้นอกระบบ 8) ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และ 9) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง
นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานร่วมกันตลอดทั้งวัน เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและภัยคุกคามในหลายมิติ ทั้งการปราบปรามยาเสพติด การจัดการกลุ่มทุนต่างชาติและธุรกิจนอมินี การสกัดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเน้นย้ำ ให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน การตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกิจสีเทา การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอย่างเด็ดขาด ยกระดับการทำงานด้านข่าวกรองและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม อีกทั้งการทำงานร่วมกันต้องอาศัย “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างทุกหน่วยงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของทุกหน่วยงานคือการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” เพื่อสร้างความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน นอกจากนี้รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐให้เชื่อมโยงเป็นแพลตฟอร์มเดียว เพื่อยกระดับการบริหารจัดการของประเทศและรองรับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD








