“สุรศักดิ์” ผลักดันไทยเป็น “จุดหมายปลายทาง 365 วัน” ยกระดับสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวคุณภาพสูง

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อสายการบิน ต้นทุนการเดินทาง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว แม้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมจะชะลอตัวลงเล็กน้อยร้อยละ 3.39 แต่ตลาดศักยภาพหลักอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐอินเดีย ยังคงมีการเติบโตที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตลาดโลกให้ความเชื่อมั่นและมีศักยภาพในการฟื้นตัวสูง เพื่อเป็นการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวเพื่อบูรณาการมาตรการเยียวยาผลกระทบอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งขับเคลื่อนแนวนโยบายสำคัญ 5 ประการ ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างการบริหารด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้เชื่อมโยงกันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การผลักดันประเทศไทยให้เป็น “จุดหมายปลายทาง 365 วัน” ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปีในทุกภูมิภาค การสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชนกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทย และการยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเฝ้าระวัง การบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและการท่องเที่ยวในลักษณะนอมินีอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงลึกควบคู่กันไป ทั้งการปรับปรุงมาตรการวีซ่าและวีซ่าหน้าด่าน (Visa on Arrival) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง รวมถึงการผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในการดูแลความปลอดภัย การจัดทำประกันภัย และการพัฒนาปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามจากภาระต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการในภาคบริการ ขอเชิญชวนภาคเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างยั่งยืนโดยการลดใช้พลังงานและสนับสนุนสินค้าไทยเพื่อลดการรั่วไหลทางการท่องเที่ยว การร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อตอบสนองแนวโน้มความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ และการยกระดับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบการชำระเงิน และการสื่อสาร เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจากการแข่งขันด้วยจำนวน ไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพและความยั่งยืนในระยะยาว

ขณะที่นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (เอเชียและแปซิฟิกใต้) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 16 พฤษภาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 8.24 ล้านคน โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 3.73 ล้านคน ภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ มีนักท่องเที่ยวสะสมรวม 4.50 ล้านคน ท่ามกลางปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านการเดินทางภายในภูมิภาคที่ยังคงเข้มข้น สำหรับ 5 อันดับตลาดนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดย ททท. พร้อมเดินหน้ากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งเสริมการเดินทางในช่วงวันหยุดและฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งคาดว่าตลอดปี 2569
จะมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้เดินทางเข้าประเทศไทยรวมประมาณ 21.87 ล้านคน

ตลาดนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 พฤษภาคม 2569 ได้แก่ ตลาดจีนที่มีอัตราเติบโตสูงสุด โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 2,151,861 คน เติบโตร้อยละ 18.79 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 340,000 คนจากปีก่อน ถือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยมีเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งเข้าสู่ประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ ไต้หวันที่ยังคงรักษาทิศทางการเติบโตในระดับบวก โดยมีนักท่องเที่ยวสะสม 410,785 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.68 และเป็นตลาดที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Traveler) หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวด้วยตัวเอง และ Repeat Visitor สูง ซึ่งทั้ง 2 ประเทศได้รับแรงหนุนจากช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งผลจากการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว (Shift Destination) จากประเทศญี่ปุ่น ขณะเดียวกันตลาดอินเดียยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในฐานะตลาดศักยภาพขนาดใหญ่ โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 941,331 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.80 ส่วนตลาดเมียนมาและฟิลิปปินส์ยังเติบโตดี โดยตลาดเมียนมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยสะสมจำนวน 291,913 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.47 ส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาล ศึกษาต่อ และติดต่อธุรกิจ แม้จะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ตลาดฟิลิปปินส์มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วจำนวน 244,375 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.21 และประเทศไทยยังคงติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยม 1 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาคเอเชีย

ปัจจัยสนับสนุนการเดินทางในช่วงนี้มาจากการเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกที่มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มความสนใจพิเศษ อาทิ กลุ่ม Incentive Golf Wellness และ Couples (นักท่องเที่ยวกลุ่มคู่รัก) ควบคู่กับการดำเนินโครงการกระตุ้นตลาดต่างประเทศ Thailand Summer Blast ที่สนับสนุน Air Connectivity ผ่านเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากนี้ กระแสการเดินทางเพื่อเข้าร่วมคอนเสิร์ต ทั้งศิลปิน K-pop และ T-pop ในประเทศไทย ยังเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับจากประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ซึ่งเป็นตลาดแฟนคลับขนาดใหญ่และมีกำลังใช้จ่ายสูง ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการขยายช่วงวันหยุดยาวของประเทศตลาดหลักอย่างจีน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยกระตุ้นการออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

ทั้งนี้ ททท. ประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2569 ตลาดระยะใกล้มีแนวโน้มทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย จากแรงหนุนของช่วงวันหยุด School Holidays ของหลายประเทศอาเซียนในช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม รวมถึงช่วง Summer Holiday ของตลาดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดจีน อย่างไรก็ตามการปรับตัวสูงขึ้นของราคาบัตรโดยสาร มีแนวโน้มทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางระยะใกล้หรือภายในภูมิภาคมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคยิ่งทวีความเข้มข้น จึงเห็นว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 จะเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและช่วงชิง Capacity ด้วยการปรับกลยุทธ์จากแนวคิด Volume Recovery สู่ Value-driven Growth ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีศักยภาพในการเดินทาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวที่จะช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง