นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. รายงานตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่ากว่า 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 23.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 มาจากส่งออกสินค้าสำคัญที่ยังไปได้ดี ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากผู้นำเข้า ได้เร่งสั่งซื้อสินค้า เพื่อป้องกันความผันผวนด้านราคา จากความกังวลต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวถึง 27.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25
รวมทั้งความต้องการผลไม้ไทยตามฤดูกาล ที่เติบโตดี โดยสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ 5.5% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ที่กลับขยายตัวถึง 74.3% หลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูปและสิ่งปรุงรส ที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญยังขยายตัวแข็งแกร่งเกือบทุกตลาด ทั้งตลาดหลัก โดยสหรัฐฯ ขยายตัว 44.2% จีน ขยายตัว 21.9% ญี่ปุ่น ขยายตัว 23.4% และสหภาพยุโรป ขยายตัว 19.2% ที่สำคัญตลาดตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์และความตึงเครียด กลับมาขยายตัวอีกครั้งที่ 19.3% ส่งให้ระยะ 4 เดือนแรกของปีนี้ ภาพรวมการส่งออกไทย ยังขยายตัวสูงถึง 18.9%
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่ายังเติบโตต่อเนื่องไปอย่างน้อยในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยประมาณการณ์ตัวเลขส่งออกปีนี้ ในอยู่ระหว่าง ติดลบ 3 ถึงบวก 8% มูลค่าเฉลี่ย 329,416 – 366,805 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยวางไว้ 3 สถานการณ์ กรณีต่ำสุดติดลบ 3% เกิดวิกฤตพลังงาน และเส้นทางเดินเรือที่ยังมีค่าระวางเรือสูงและเจอกำแพงภาษีสหรัฐฯ และกรณีฐานที่มีความเป็นไปได้สูง คาดไว้ที่ 3% หรือมูลค่าประมาณ 349,824 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทย ยังรักษาระดับการเติบโตได้ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งที่ยังมีอยู่และเศรษฐกิจโลกชะลอ ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่เหลือของปี ต้องทำยอดส่งออก เฉลี่ย 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนและกรณีขยายตัวดีที่สุด 8% ได้แรงหนุนจากการเติบโตสูงในครึ่งปีแรก สินค้าสำคัญในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการเดินเรือกลับมาปกติ
ขณะที่ การนำเข้าในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่าทะลุ 41,604 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึง 45% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ไทย ขาดดุลการค้ามูลค่า 10,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สินค้านำเข้าสำคัญ คือ วัตถุและกึ่งสำเร็จรูป บวก 38.7% สินค้าทุน บวก 32.8% ซึ่งนำเข้ามาใช้ และผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ จึงยังไม่น่ากังวลมากนักและการมีนำเข้าเชื้อเพลิง ที่โตกว่า 128% สะท้อนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตามสถานการณ์ตะวันออกกลางและค่าเงินบาท ที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าและในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการนำเข้า รวม 147,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% ทำให้ภาพรวมไทย ขาดดุลการค้า ถึง 19,497 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ








