นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมเตรียมการเฝ้าระวังสถานการณ์ช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และยังคาดการณ์ว่าฤดูฝนปีนี้จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2569 ส่วนภาคใต้จะยังมีฝนตกต่อเนื่องจนถึงเดือนธันวาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้จัดประชุมเตรียมการเฝ้าระวังสถานการณ์ช่วงฤดูฝน ปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์คาดการณ์ การบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้ความร่วมมือตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการประสาน แลกเปลี่ยน และสนับสนุนข้อมูลเพื่อการแจ้งเตือนภัย และการจัดตั้งห้องปฏิบัติการ (War Room) เพื่อการแจ้งเตือนภัยของชาติ โดยนำข้อมูลที่ได้จากทุกหน่วยงานมาประมวลผลแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผลที่สุด
อีกทั้ง กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศแจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยและคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน ในช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569 ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ในบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงได้ประสานแจ้ง 71 จังหวัด และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั่วประเทศ ให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน สถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และจัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งให้เร่งระบายน้ำออก เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569 ประกอบด้วย ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ และภาคใต้ จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง ได้แก่ จังหวัดระนอง อำเภอเมืองระนอง สุขสำราญ และกะเปอร์ จังหวัดพังงา อำเภอเกาะยาว ตะกั่วทุ่ง ท้ายเหมือง ตะกั่วป่า และคุระบุรี และจังหวัดภูเก็ตในทุกอำเภอ
อีกทั้ง ปภ. ยังได้ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS True และ NT ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast แจ้งเตือนฝนตกหนัก เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยขอให้ประชาชนปฏิบัติตามข้อแนะนำอย่างเคร่งครัด ให้รีบยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถยนต์ เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญไว้ในที่ปลอดภัย ระมัดระวังอันตรายจากไฟฟ้าดูด และดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่ง ปภ. ได้สั่งการให้ทุกกลไกในระดับพื้นที่ จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำจุดเสี่ยงภัยล่วงหน้า เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณถ้ำน้ำตก และถ้ำลอด หากประเมินแล้วมีความเสี่ยงให้หน่วยงานในพื้นที่ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นไม่ให้บุคคลเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด กรณีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีคลื่นลมแรง ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนห้ามลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด
สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากได้รับความเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุและประสานงานขอความช่วยเหลือได้ทางแอปพลิเคชันไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” (Line ID: @1784DDPM) รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
อีกทั้ง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2569 เนื่องจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาซ้ำซากเหล่านี้ โดยเฉพาะการยกระดับการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นเจ้าภาพในการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านทรัพยากรน้ำ และบริหารจัดการระบบสารสนเทศทรัพยากรน้ำให้เป็นคลังข้อมูลน้ำที่เชื่อถือได้ โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สนับสนุนและพัฒนาข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน สำหรับใช้คาดการณ์ ประเมินความเสี่ยง และประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทันกับสถานการณ์
โดยยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ให้มีการบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งมีมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 จำนวน 9 มาตรการ ประกอบด้วย 1) คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง 2) ทบทวน ปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาคารควบคุมบังคับน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำและกลุ่มลุ่มน้ำ 3) เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร บุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถรองรับสถานการณ์ในช่วงน้ำหลากและฝนทิ้งช่วง 4) ตรวจสอบพร้อมติดตามความมั่นคงปลอดภัย คันกั้นน้ำ ทำนบ พนังกั้นน้ำ 5) เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ 6) จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย 7) เร่งพัฒนาและเก็บกักน้ำ ในแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน 8) สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการติดตามเฝ้าระวัง รับมือภัยด้านน้ำ 9) ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้มาตรการดังกล่าวเป็นกรอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เตรียมความพร้อมป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปีนี้อย่างเต็มศักยภาพ
โดยกรมชลประทานได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ดำเนินการตรวจสอบอาคารชลประทาน สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำทุกแห่งให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้เต็มศักยภาพ วางแผนจัดการน้ำฝนโดยเน้นส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูฝนด้วยการใช้น้ำฝนเป็นหลัก และใช้น้ำชลประทานเสริมเฉพาะกรณีเกิดฝนทิ้งช่วงเท่านั้น เพื่อกักเก็บน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและรักษาระบบนิเวศควบคู่กันไป เร่งรัดการขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำสายหลักต่างๆ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกรวดเร็ว และยกระดับการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด








