“เหียง” หรือ “ยางเหียง” (ชื่อวิทยาศาสตร์: Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq.) ไม้เด่นในวงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) ที่สามารถเติบโตจนมีความสูงได้ถึง 30 เมตร
ความน่าสนใจของต้นเหียงอยู่ทีรายละเอียดตามลำต้นและใบ ในช่วงที่ต้นยังอ่อนหรือตามกิ่งก้าน ใบประดับและก้านดอก มักจะปกคลุมด้วย “ขนยาวและขนรูปดาว” แต่เมื่อต้นเหียงเติบโตขึ้นในบางพื้นที่ (เช่น แถบชายฝั่งทะเลภาคใต้) ส่วนต่างๆ เหล่านี้ก็อาจจะเกลี้ยงเกลาไม่มีขน ซึ่งนักพฤกษศาสตร์เคยแยกต้นที่ไม่มีขนนี้ออกเป็นอีกหนึ่งความหลากหลายสายพันธุ์ (var. subnudus)
ใบของต้นเหียงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ (ยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร) ทรงใบรี หรือขอบขนาน ปลายใบมน โคนเว้าตื้นๆ ดูคล้ายรูปไข่ ขอบใบเป็นคลื่นตามแนวเส้นแขนงใบที่มีมากถึง 10–20 คู่
เมื่อถึงฤดูกาลออกดอก ต้นเหียงจะสลัดใบและเผยให้เห็นช่อดอกยาว 3–10 เซนติเมตร ที่มีดอกย่อย 4–7 ดอก เรียงตัวกันเป็นแนวซิกแซ็กอยู่ด้านเดียว ดอกของต้นเหียงมีสีสันสวยงามน่าชม เป็น สีขาวอมชมพู โดยจะมีสีเข้มขึ้นบริเวณด้านในกลีบดอกและมีเกสรเพศผู้สีเหลืองอัดแน่นอยู่ตรงกลางราวๆ 30 อัน
“ผลของต้นเหียง” ผลกลมเรียบขนาดประมาณ 1.5–3.5 เซนติเมตรนี้ จะถูกโอบอุ้มด้วยกลีบเลี้ยงที่พัฒนาไปเป็น “ปีก” 5 ปีก แบ่งเป็น ปีกยาว 2 ปีก (ยาวได้ถึง 8–15 เซนติเมตร) และ ปีกสั้น 3 ปีก ที่มีขอบพับกลับ เมื่อผลแก่จัดและร่วงหล่นลงมาจากต้น ปีกเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ช่วยพยุงให้ผลหมุนคว้างไปตามลม ได้กระจายพันธุ์ไปเติบโตในที่ไกลๆ ได้อย่างมหัศจรรย์
ต้นเหียงเป็นไม้ท้องถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คน ในภูมิภาคอินโดจีน พม่า และมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทย เราสามารถพบต้นเหียงได้ในทุกภาค ตั้งแต่ระดับราบไปจนถึงป่าบนภูเขาสูงประมาณ 1,300 เมตร ด้วยความที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ต้นเหียงมีชื่อท้องถิ่นที่หลากหลายและสะท้อนถึงวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่อย่างน่าสนใจ
ภาคเหนือ เรียกเหียง (ทั่วไป), เห่ง (ไทลื้อ-น่าน) ภาคอีสานเรียก ซาด หรือ สะแบง, ภาคตะวันออก เรียก ตะแบง หรือตาด ,กลุ่มชาติพันธุ์ ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่เรียกว่า ล่าทะยอง หรือตะลาอ่ออาหมื่อ ส่วนชาวละว้าเรียกว่า เกาะสะเตียง
ส่วนสรรพคุณทางยา ใบนำมาต้มน้ำผสมเกลือใช้อมแก้อาการปวดฟัน ส่วนเปลือกต้นนำมาต้มน้ำดื่มช่วยแก้โรคบิด แก้ท้องเสีย น้ำมันยางช่วยขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ฝีหนองและแก้ตกขาวในสตรี








