แจงปม ‘ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี’ หลุดสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ หากไม่ได้เลี้ยงดูจริง พร้อมเปิดอุทธรณ์ 17 ก.ค.นี้

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค.ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจส่งผลให้บิดามารดาถูกตัดสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า ตามหลักเกณฑ์ภาษี หากบุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ สะท้อนว่าบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ระบบพิจารณาว่าบิดามารดามีผู้ดูแลแล้ว อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตรไม่ได้ให้การอุปการะ หรือบิดามารดาไม่ทราบว่าถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ภายหลังการประกาศผลการคัดกรองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 ก.ค.69 เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี

สำหรับการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม เข้ามายืนยันสิทธิ กระทรวงการคลังได้ปรับรูปแบบการพิจารณาจากเดิมที่อิงฐานะครัวเรือน มาเป็นการพิจารณาในระดับรายบุคคล เพื่อให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้นและลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการต้องนำข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวมาประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มข้น ในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับสิทธิ์ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งอาจสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้มีรายได้น้อย

นายวินิจ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความยากจนจริงกับผู้ที่พยายามเข้ามารับสิทธิ์ หรืออยากจน ซึ่งต้องทำการคัดกรองและการดูแลผู้ที่ลำบากจริงไปพร้อมกัน โดยรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบท่ามกลางพื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด

ส่วนภาพรวมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% นายวินิจกล่าวว่า นอกจากเป็นมาตรการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงแล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญในการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในระดับชุมชน

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง ยังได้พัฒนาระบบบัญชีอย่างง่ายสำหรับร้านค้ารายย่อยผ่านแอป “ถุงเงิน” ภายใต้ฟีเจอร์ “นกกระซิบ” เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวจะไม่ถูกส่งไปยังกรมสรรพากร เพื่อการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของระบบภาษีเงินได้เชิงลบ หรือ Negative Income Tax ซึ่งเป็นกลไกที่รัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและสร้างระบบสวัสดิการที่มีความยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง