จากการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ เมื่อวันที่ 5 – 16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ณ กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกครั้งแรกที่มุ่งเน้นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีผู้แทนจาก 113 ประเทศเข้าร่วมประชุม ผลการประชุมในครั้งนั้น ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ต่อมาองค์การสหประชาชาติได้จัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ขึ้น และรัฐบาลจากนานาประเทศได้รับข้อตกลงจากการประชุมในครั้งนั้น แล้วดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตนเอง นอกจากนี้ยังได้นำผลจากการประชุมดังกล่าวมาจัดทำเป็นรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวิถีการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือจากนานาชาติทั่วโลกในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) และในแต่ละปีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) จะกำหนดประเด็นหลัก (Theme) ในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก โดยปี 2569 ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ ภายใต้แนวคิดหลักคือ “Climate Action” หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแฮชแท็กหลักคือ #NowForClimateเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนลงมือทำทันที เพื่อรับมือและแก้ไขสถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะโลกเดือดที่ทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ อุณหภูมิที่พุ่งสูงส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคฮีทสโตรก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก ภาวะแล้งจัดและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสุดขั้วทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและเสียหาย
สำหรับกิจกรรมในประเทศไทย ปี 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ภายใต้แนวคิด Global Call for Climate Action ร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตภาวะโลกเดือด ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยมีการจัดเสวนาภายใต้แนวคิด “ปรับ เปลี่ยน ลงมือทำอย่างไร สู้วิกฤตโลกเดือด” และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมภายใต้ชื่อ “Climate Action Mission : ภารกิจพิชิตโลกเดือด” เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันเกมทดสอบความรู้ ความเข้าใจ เพื่อร่วมกันแก้ไขวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และช่องทาง Facebook Live กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเน้นย้ำการผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยยกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการเพาะปลูกที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งเร่งรัดเสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเป็นผู้นำเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีศักยภาพจัดการภัยพิบัติด้านสภาพอากาศในระยะยาว โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ประกอบด้วยกลไกดำเนินการ 4 ส่วน ได้แก่
1. กลไกด้านนโยบาย เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ
2. กลไกบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและปรับตัวต่อผลกระทบในระดับพื้นที่และสาขา
3. กลไกการลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระดับนานาชาติที่ใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า
4. กลไกการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for Responding to Loss and Damage: FRLD) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศสำหรับรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นชอบให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศ (National Authority) และหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) ของกองทุน FRLD อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือและผลักดันให้ทุกภาคส่วนของไทยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนระหว่างประเทศ เพื่อนำมาเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการทุกด้าน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนระหว่างประเทศได้มากขึ้น นำมาป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตสภาพอากาศ
ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดังนี้
1. ลดการใช้พลังงาน ใช้พลังงานสะอาด เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน
2. หยุดการเผาในภาคเกษตรกรรม ป้องกันปัญหาฝุ่น PM2.5
3. เพิ่มพื้นที่สีเขียวในท้องถิ่น เช่น การร่วมกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ป่าในชุมชน ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว ในภาคชุมชนและผู้ประกอบการ








