“ศุภจี” Kick Off “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” จำหน่ายสินค้า SME บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคสินค้าไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) นายปรกชล งามศิริ Co-founder Nex Gen Commerce พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน

นางศุภจี กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง SME ไทยเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สำคัญให้เศรษฐกิจไทย แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของ SME อยู่ที่ประมาณ 35% ของระบบเศรษฐกิจ จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางส่งเสริม SME ไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายโอกาสทางการตลาด ซึ่งโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ให้นำสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานมาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (Gross Profit : GP) ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการการสนับสนุนคูปองส่วนลดสินค้า และฟรีค่าจัดส่งสินค้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) ชื่อดัง เพื่อช่วยรีวิวสินค้า สร้างคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมไลฟ์ขายสินค้า เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด “ไทยช่วยไทย” มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ที่อาจยังไม่แน่ใจ ไม่อยากลอง หรือไม่รู้จักสินค้า เริ่มเข้ามาซื้อ และเมื่อซื้อแล้ว สินค้าที่ได้รับการคัดสรรมาจัดจำหน่ายเป็นสินค้าที่ดี จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อผู้บริโภคได้ใช้จะติดใจ และสั่งซื้อซ้ำ

รัฐบาลมุ่งหวังให้คนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทยและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทย ให้รายได้กระจายกลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชนยังได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ถือเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย สร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการรักษาคุณภาพสินค้าให้ดี เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส” ภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาล ซึ่งหัวใจหลักที่จะใช้ระบบแฟรนไชส์เป็น “ทางลัดในการสร้างอาชีพ” ให้กับคนไทย โดยภาครัฐจะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและนักธุรกิจหน้าใหม่ให้สามารถเข้าถึงธุรกิจแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ด้วยการอุดหนุนเงินทุนร่วมจ่ายมูลค่าแพ็กเกจลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ให้ 50% สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท แก่ผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 ราย ผู้ที่ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส” เพื่อร่วมกันสร้างพลังทางธุรกิจให้กับคนไทย และขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งจะชี้แจงรายละเอียดโครงการฯ และเปิดตัวโครงการฯ แก่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจปลายเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเพิ่มเติมได้ที่บูธ DBD Pavilion ภายในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities (TFBO) 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 7 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง