กรมประมง เดินหน้าแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ เร่งจำกัดการแพร่ระบาด กำจัดและสร้างมูลค่าใช้ประโยชน์ ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ยกระดับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเชิงรุก “SARA” (SURVEY – ANALYSE – REPORT – ACTION) ภายใต้แนวคิด ทำเร่งด่วน ทำทันทีและต่อเนื่อง เพื่อควบคุมเเละลดจำนวนปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งการดำเนินการออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ประกอบด้วย

– การสำรวจ ความชุกชุมของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ดำเนินการ โดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง ลงพื้นที่ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่เขตการแพร่ระบาดและพื้นที่เฝ้าระวัง 21 จังหวัด 204 แหล่งน้ำ รวมมากกว่า 1,000 จุดสำรวจ

– การวิเคราะห์ข้อมูล โดยรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและค่าความชุกชุม (ตัว/พื้นที่ 100 ตารางเมตร)

– การรายงานผลการประเมินสรุปสถานการณ์การ แพร่ระบาดให้ผู้ตรวจราชการในแต่ละเขตพื้นที่และประมงจังหวัดได้ทราบสถานการณ์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลขับเคลื่อนการทำงานของหน่วยงานเครือข่าย (FC) เพื่อดำเนินการมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด

– การปฏิบัติงาน โดยสำนักงานประมงจังหวัดจะร่วมบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการควบคุม จำกัดความเหมาะสมของพื้นที่ และนำปลาที่กำจัดไปใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการกำจัด พร้อมติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการรักษาสมดุลระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้เป็นวาระแห่งชาติ กรมประมงได้ดำเนินการมาตรการเชิงรุกหลายรูปแบบทั้งการผ่อนผันการใช้เครื่องมืออวนรุน เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เป้าหมาย การดำเนินโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกำจัดแก่ชาวประมงและชุมชน รวมถึงกิจกรรมลงแขกลงคลอง ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น สามารถกำจัดปลาออกจากระบบได้แล้วรวม 8,325,234.50 กิโลกรัม ทั้งนี้ ปลาที่กำจัดได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบการแปรรูปเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ และอาหารพืช อาทิ การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร การผลิตปลาป่น การใช้เป็นปลาเหยื่อ การนำไปผลิตปุ๋ยและน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

 ทั้งนี้จากการสำรวจความชุกชุมในพื้นที่แพร่ระบาดใน 21 จังหวัด ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่พบการระบาด 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี พัทลุง และปัตตานี พื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมน้อย (น้อยกว่า 10 ตัว ต่อ 100 ตารางเมตร) 10 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา และตราด พื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมปานกลาง (10-100 ตัว ต่อ 100 ตารางเมตร) 8 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้กรมประมงจะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจำกัด กำจัด และสร้างมูลค่าใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรสัตว์น้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง