นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยได้เผชิญกับความท้าทายในหลากหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจที่สร้างความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่อัตราการเกิดกลับลดลง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำ คุ้มครองกลุ่มเปราะบางและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง
จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงและมีความพร้อมในการเป็นพื้นที่ต้นแบบ ในการขับเคลื่อน “โคราชโมเดล” สู่การพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการยกระดับอาหารกลางวันและโภชนาการเด็กเพื่อลดภาระครู การสร้างสถานศึกษาปลอดภัยห่างไกลยาเสพติดและความรุนแรง การดูแลเด็กพิการให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม การนำเด็กหลุดจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่การเรียนรู้ผ่านรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการพัฒนารูปแบบ “ชุมชนคือห้องเรียน” (Community-Based Learning) โดยใช้ทรัพยากรและศักยภาพของชุมชนเป็นฐานในการสร้างโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย ซึ่งเป็นต้นแบบการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยจะขยายผลสู่พื้นที่อื่นของประเทศ และจะมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พบปัญหากลุ่มเปราะบางยังเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างครอบคลุม
มีหนี้สินครัวเรือนจำนวนมาก มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และมีความต้องการในการดูแลกลุ่มเปราะบางระยะยาวภายใต้สังคมสูงวัย โดยกระทรวง พม. จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นโมเดลต้นแบบ และให้ความสำคัญกับ “การสร้างสังคม อยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” เพื่อทำให้ประชาชนได้รับโอกาสในการต่อยอดไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี
“โคราชโมเดล” จะเป็นพื้นที่ต้นแบบ สำหรับ 1) เด็กและเยาวชน สนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนทุกมิติ และกิจกรรมสภาเด็กและเยาวชน ทั้งในระดับตำบล และอำเภอ สนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมศักยภาพ 2) คนพิการ นำคนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ สำรวจและค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่น จัดให้มีหลักสูตร หรือสถานที่รองรับเด็กพิการให้มากขึ้น 3) ผู้สูงอายุ ดูแลและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในพื้นที่ ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ตามเหมาะสม การดูแลความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิต การมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และการขยายความร่วมมือของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) และโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย 4) ผู้มีรายได้น้อย อำนวยความสะดวกกลุ่มเปราะบางในการลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นพื้นฐานข้อมูลและการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม 5) วางระบบและรวบรวมฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในท้องถิ่นให้แม่นยำ เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และการจัดตั้งคำของบประมาณและจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่อย่างเหมาะสม และ 6) ชุมชนเข้มแข็ง ร่วมสร้างสังคมหรือชุมชนเข้มแข็ง ขับเคลื่อนโครงการศูนย์สร้างสุข เพื่อดูแลเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน คนพิการ ผู้สูงอายุ คนไร้ที่พึ่ง และปัญหาความรุนแรง สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ชาวชุมชนร่วมกันจัดตั้ง โดยดึงผู้นำท้องถิ่นที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งเสริมการออม และเป็นสวัสดิการของประชาชนอย่างยั่งยืน
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การบูรณาการร่วมกันทั้ง 3 กระทรวงจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการอาศัยกลไกการทำงานในพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพราะเป้าหมายสูงสุดของความสำเร็จในการปฏิบัติงานคือ “ผลประโยชน์ของประชาชน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โครงการไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล สิ่งสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและยืนยันตัวตนได้อย่างครอบคลุม จึงได้บูรณาการร่วมกับธนาคารกรุงไทย นำรถโมบายล์เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนถึงในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผ่านวิทยุกระจายเสียงและเครือข่ายไลน์ของหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียมและไม่มีใครตกหล่นและการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อสำรวจและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา ที่ดินทำกิน เพื่อร่วมกัน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
พร้อมทั้งได้เปิดกิจกรรม KICK OFF โครงการ “เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Friendly School)” ประจำปี 2569 ณ โรงเรียนพิมายวิทยา อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยมอบสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจด้านเด็กและเยาวชนของกระทรวง พม. ได้แก่ เงินสนับสนุนการศึกษาแก่ผู้แทนเด็กโครงการ Thailand Zero Dropout เด็กที่พ้นจากสิทธิ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน อุปกรณ์การเรียน และป้ายโรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” เพราะเด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงโลกออนไลน์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ขับเคลื่อนงานคุ้มครองเด็กเชิงรุก ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในทุกมิติและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบ การถูกทอดทิ้ง การกลั่นแกล้ง หรือการละเมิดสิทธิ ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษาและภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน
โครงการ “เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Friendly School)” เป็นการสนับสนุนให้เด็กกลุ่มเปราะบางเข้าถึงระบบการศึกษาและได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัย และสนับสนุนให้ประชาคมภายในโรงเรียน (ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน) มีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาระบบความปลอดภัยในโรงเรียน สำหรับการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” ได้ขับเคลื่อนร่วมกัน ได้แก่ 1) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มีการพัฒนาระบบ SAFE SCHOOL เพื่อเป็นกลไกรับแจ้งเหตุในสถานศึกษา กระทรวง พม. มีการขับเคลื่อน“ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม.โทร. 1300” ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เด็กเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นความลับ 2) กระทรวง พม. ร่วมดูแลเด็กและครอบครัวเปราะบาง ผ่านการจัดสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา ความเป็นอยู่ สุขภาพ ความปลอดภัย การพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง 3) บูรณาการการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่โดยใช้กลไกทีมสหวิชาชีพ พม.จังหวัด หน่วยงานการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเฝ้าระวัง คัดกรอง และช่วยเหลือเด็กอย่างเป็นระบบ ผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็น “หนึ่งทีม หนึ่งเป้าหมาย”และ 4) การสร้างโรงเรียนปลอดภัยควบคู่กับชุมชนปลอดภัย เพราะความปลอดภัยของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียน แต่ต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ชุมชน และสังคมรอบตัวเด็กด้วย สนับสนุนการพัฒนาศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็ก และสร้างเครือข่ายชุมชนปลอดภัยควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงเรียนปลอดภัยทั่วประเทศ
นอกจากนี้จากความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยที่มีศักยภาพสูง แต่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นักเรียนทุนโครงการ ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) จำนวน 20 คน ได้เดินทางไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา โดยนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 1 มีจำนวน 48 คน มาจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 45 คน และนักเรียนอาชีวศึกษา 3 คน ผ่านการคัดเลือกตามศักยภาพทางวิชาการในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งได้แบ่งการเดินทางศึกษาต่อในต่างประเทศ ดังนี้ 20 คน ไปสหรัฐอเมริกา อีก 21 คน จะเดินทางไปสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคม และอีก 7 คน จะเดินทางไปออสเตรเลียในเดือนตุลาคม ผู้ได้รับทุนทุกคนจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและค่าครองชีพตลอดหลักสูตร ปัจจุบันโครงการ ODOS รุ่นที่ 1–3 ได้มอบโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยแล้วจำนวน 3,599 คน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ ODOS รุ่นที่ 4 มีผู้มีสิทธิรับทุนเพิ่มเติมอีก 1,109 คน อยู่ระหว่างการยืนยันสิทธิ และจะประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 10 มิถุนายน 2569
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ALL for Education” ที่เชื่อมั่นว่าการศึกษาที่มีคุณภาพต้องเข้าถึงได้สำหรับทุกคน การศึกษา ไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนที่มีต้นทุนมากกว่า แต่ต้องเป็นโอกาสที่เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ตามศักยภาพของตนเอง โครงการ ODOS จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสและพัฒนากำลังคนคุณภาพของประเทศในระยะยาว การลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ และการสร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีศักยภาพได้เข้าถึงการศึกษาระดับโลก คือการวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต








