นายกฯ ประชุมเวทีอาเซียน-รัสเซีย วางทิศทางร่วมมือรับความท้าทายโลก สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคต เพื่อประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (เต็มคณะ) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน (Kazan Expo International Exhibition Center) เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซีย ในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมี นายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมร่วมกัน นายกรัฐมนตรี แสดงความซาบซึ้งต่อผู้นำประเทศต่างๆ ที่ได้แสดงความเสียใจต่อประเทศไทยจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมฯ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลกที่สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าความมั่นคงต้องอาศัยการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง พร้อมเสนอความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs) ได้แก่

1. Regionalism การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-รัสเซีย เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

2. Resilience การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย โดยความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการคาดการณ์ความเสี่ยง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ เห็นศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับรัสเซียด้านห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย นวัตกรรมการเกษตร และการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

3. Relevance การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายควรมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดน โดยไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพ การบังคับใช้กฎหมาย และความมั่นคงทางดิจิทัล เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคตมีความสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้อาเซียนและรัสเซียขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล AI เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเสริมพลังเยาวชน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา อาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ที่ประชุมได้รับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

(1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์

(2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน–รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค

(3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน–รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม

(4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน–รัสเซีย ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม–วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

ในโอกาสร่วมรับประทานอาหารกลางวัน (Working Lunch) โดยมีนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประมุขและผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Integration Processes in the Eurasian Spaces ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่เปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน พร้อมกล่าวถึงความรุ่งเรืองของภูมิภาคยูเรเซียในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เศรษฐกิจ และประชาชน โดยเชื่อมั่นว่า “สันติภาพและเสถียรภาพ” คือรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ แต่ยังครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน โดยไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมมีบทบาทในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งไทยมีความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand–EAEU FTA) เพื่อสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส คาดการณ์ได้และเอื้อต่อการลงทุน และยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมภูมิภาคยูเรเซียที่มีสันติภาพ เชื่อมโยงถึงกัน และเปิดกว้างต่อโอกาส โดยเชื่อว่าความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภูมิภาคจะวัดได้จากการที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่งคั่งร่วมกันมากยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง