รัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ โดยมุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐได้รับสินค้า บริการ และโครงการที่มีคุณภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลอยู่ระหว่างผลักดันร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เพื่อปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงกรมบัญชีกลางพิจารณา ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านการปฏิรูปกฎหมายและการบริหารภาครัฐ ที่มุ่งปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างให้พิจารณาความคุ้มค่าและประโยชน์ของทางราชการมากกว่าการพิจารณาจากราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
สาระสำคัญของร่างกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ วัตถุประสงค์การใช้งาน ความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญา ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน มาตรฐานสินค้าและบริการ การบริการหลังการขาย พัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริม รวมถึงผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของผู้ประกอบการ
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งหลายโครงการได้ผู้รับจ้างจากการเสนอราคาต่ำที่สุด แต่ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามสัญญา เกิดปัญหาทิ้งงาน งานล่าช้า หรือส่งมอบงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนและการพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ โดยขยายเหตุในการบอกเลิกสัญญาและขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานให้ครอบคลุมกรณีที่มีการปฏิบัติงานบกพร่องหรือผิดพลาดร้ายแรง ซึ่งก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน หรือสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การให้อำนาจหัวหน้าหน่วยงานของรัฐสามารถสั่งขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานได้โดยตรง ก่อนแจ้งกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางเพื่อเวียนรายชื่อในระบบกลาง ซึ่งจะช่วยลดความล่าช้าและป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีประวัติสร้างปัญหาไปเข้าร่วมเสนอราคากับหน่วยงานอื่น
พร้อมกันนี้ ยังมีการกำหนดมาตรการป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อลดปัญหาการยื่นอุทธรณ์ในทุกโครงการซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐล่าช้า
รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินแผ่นดิน ยกระดับคุณภาพโครงการภาครัฐ ลดปัญหาทิ้งงาน เพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และทำให้โครงการต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น อันจะส่งผลดีต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว








