นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับผู้แทน 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการลดระยะเวลาการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนลงกว่า 20-50% อาทิ การอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี การจัดทำรายงาน EIA การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนสามารถเริ่มดำเนินการและสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปอย่างมาก โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “ความเร็ว” เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงขนาดตลาด จำนวนแรงงาน หรือต้นทุนการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถของประเทศในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหา และเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการลงทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ความล่าช้าจึงกลายเป็นการสูญเสียโอกาส โดยทุกวันที่โครงการลงทุนต้องรอคอย หมายถึงการจ้างงานที่ยังไม่เกิดขึ้น รายได้ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และโอกาสในการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้นในประเทศอื่นแทน ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งปรับบทบาทการทำงานของภาครัฐจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการลดเอกสารหรือขั้นตอนเท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้ภาครัฐสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ ได้ Thailand FastPass ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพภาครัฐ คุณภาพของกฎระเบียบ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้ง บัตร Thailand FastPass ที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับการทำงานภาครัฐ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน ภูมิภาค และของโลก โดยเชื่อมั่นว่าการขยายตัวของภาคธุรกิจจะก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งจะส่งต่อประโยชน์ไปยังภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยสนับสนุนการผลิต โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีแก่บริษัททั้ง 23 แห่งที่ได้รับบัตร Thailand FastPass โดยระบุว่าโครงการของทุกบริษัทไม่ใช่เพียงตัวเลขการลงทุน แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ศักยภาพของประเทศ และทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจไทย อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนต่อไป
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “การลงทุนจริง” ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จึงได้สร้างกลไก BOI Fast Pass และ Thailand FastPass เพื่อเปลี่ยนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.8% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโตระดับเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนว่าเงินลงทุนเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ได้ยกระดับกลไกเร่งรัดการลงทุน โดยได้คัดเลือกและมอบบัตร Thailand FastPass แก่โครงการลงทุนที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศจำนวน 25 โครงการ จาก 23 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท สร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง เมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลเร่งปลดล็อกก่อนหน้านี้แล้วตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงเกือบ 700,000 ล้านบาทในปี 2569 คาดว่า Thailand FastPass จะมีส่วนช่วยเร่งรัดโครงการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน สนับสนุนภาคการผลิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงในระยะต่อไป
สำหรับกลไก FastPass ไม่ใช่เพียง Fast Track สำหรับนักลงทุน แต่เป็น Fast Track จากเงินลงทุนสู่ผลลัพธ์จริงสำหรับเศรษฐกิจไทยและคนไทย เงินลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย 5 ด้าน ดังนี้
1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เป็นการฟื้นตัวที่นำด้วยการลงทุน กระตุ้นสั้นด้วยการลงทุน แต่จะเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว
2) เป็นการสร้างงานใหม่และอาชีพใหม่ ทุกโครงการที่เดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงตำแหน่งงานใหม่ของวิศวกร ช่างเทคนิค นักบัญชี คนไอที โลจิสติกส์ และผู้ให้บริการในพื้นที่ให้เกิดเร็วขึ้นด้วย
3) ทักษะใหม่และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุนยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องจักรเข้ามา แต่นำความรู้ใหม่เข้ามาด้วย ทำให้แรงงานไทยมีโอกาสยกระดับจากงานเดิมไปสู่งานที่มีทักษะและรายได้สูงขึ้น
4) โอกาสของ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตในประเทศ เมื่อบริษัทใหญ่เข้ามาลงทุน สิ่งสำคัญคือจะต้องเชื่อมกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับเหมา โลจิสติกส์ อาหาร ที่พัก บริการ และ SMEs ไทยในพื้นที่
5) เงินหมุนในพื้นที่ ซึ่งโครงการลงทุนหนึ่งโครงการไม่ได้สร้างเพียงโรงงาน แต่ยังสร้างความต้องการอาหาร ที่พัก รถรับส่ง ช่างซ่อม ผู้รับเหมา การขนส่ง และบริการรอบพื้นที่ นี่คือเงินที่หมุนกลับไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น








