“ภูมิพลินทร์” หรือที่มีชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า Paraboea bhumiboliana Triboun & Chuchan จัดอยู่ในวงศ์ชาฤาษี (Gesneriaceae) โดยพืชชนิดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic species) ของประเทศไทย ซึ่งหมายความว่าสามารถพบได้ตามธรรมชาติในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น โดยมีรายงานการสำรวจพบทางภาคเหนือ บริเวณจังหวัดตากและจังหวัดลำพูน โดยมักเจริญเติบโตบนก้อนหินในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางจนถึงประมาณ 200 เมตร
สำหรับความเป็นมาของชื่อพรรณไม้อันทรงคุณค่านี้ คณะนักวิจัยได้ทำการตั้งคำระบุชนิด (Specific epithet) ว่า bhumiboliana เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา และได้รับพระราชทานชื่อภาษาไทยอันเป็นมงคลยิ่งว่า “ภูมิพลินทร์” ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของทีมนักพฤกษศาสตร์ผู้ค้นพบ
ในเชิงลักษณะทางพฤกษศาสตร์ “ภูมิพลินทร์” จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงของลำต้นได้ถึง 60 เซนติเมตร มีจุดเด่นที่การแตกกิ่งก้านอย่างหนาแน่นและมีขนสั้นนุ่มปกคลุมอยู่ทั่ว ใบของพืชชนิดนี้จะเรียงตรงข้ามกันอย่างหนาแน่นบริเวณปลายกิ่ง ตัวใบมีลักษณะรูปรี รูปไข่ หรือแกมรูปขอบขนาน ขนาดความยาวประมาณ 2.5–6 เซนติเมตร ปลายใบมน ขอบใบจักมน ผิวแผ่นใบด้านบนปรากฏขนต่อม ส่วนผิวใบด้านล่างมีขนลักษณะคล้ายขนแกะปกคลุมอย่างเห็นได้ชัด ความพิเศษอีกประการคือบริเวณโคนก้านใบซึ่งยาวประมาณ 3–7 มิลลิเมตร จะมีครีบเชื่อมติดกันระหว่างใบที่อยู่ตรงข้าม
เมื่อถึงฤดูกาลออกดอก ภูมิพลินทร์จะชูช่อดอกแบบช่อกระจุก โดยในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกย่อยจำนวน 1–5 ดอก และมีขนคล้ายใยแมงมุมปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น ตัวดอกมีความงดงามด้วยสีม่วงหรือสีชมพูอ่อน ทรงดอกมีหลอดกลีบดอกยาวประมาณ 1.4–1.8 เซนติเมตร เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร บริเวณโคนดอกด้านในมีแต้มจุดสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ ภายในดอกมีก้านชูอับเรณูยาว 5.5–7 มิลลิเมตร และอับเรณูยาว 4–5 มิลลิเมตร โดยมีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันจำนวน 3 อัน ส่วนของรังไข่มีขนสั้นนุ่ม ก้านเกสรเพศเมียยาว 6–7 มิลลิเมตร ยอดเกสรมีรูปลิ้นยาว 4–5 มิลลิเมตร และส่วนปลายแยกออกเป็น 2 แฉก เมื่อพัฒนาไปเป็นผลจะมีลักษณะรูปใบหอกบิดเวียน ความยาวประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร และยังคงมีขนคล้ายใยแมงมุมปกคลุมอย่างหนาแน่นเช่นเดียวกับตอนเป็นช่อดอก ซึ่งลักษณะทางกายภาพเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่ทีมนักวิชาการใช้ในการจำแนกและศึกษาความเชื่อมโยงในสกุลชาฤาษีต่อไป








