กรมควบคุมมลพิษ ร่วมมือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ศึกษาความสัมพันธ์น้ำผิวดิน–น้ำบาดาล ในพื้นที่เสี่ยงปนเปื้อน ยกระดับการคุ้มครองแหล่งน้ำใต้ดินของประเทศ

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดการประชุมชี้แจงและเตรียมความพร้อมการดำเนินงาน “โครงการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำผิวดินและน้ำบาดาลในพื้นที่แหล่งน้ำที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนลงสู่ชั้นน้ำบาดาล” พร้อมการอบรม “2026 Trilateral Contaminated Site Remediation Workshop” ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ กรมควบคุมมลพิษ และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้แทนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวัน (TMoENV) และองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. EPA) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการพื้นที่ปนเปื้อนและการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม

นายสุรินทร์ กล่าวว่า การประชุมและการอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการมลพิษในน้ำใต้ดิน อาทิ การจัดการสารปนเปื้อนกลุ่ม PFAS (กลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่มนุษย์สร้างขึ้น มีคุณสมบัติเด่น เช่น ทนความร้อนสูง ไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จนถูกเรียกว่า สารเคมีตลอดกาล) การประเมินและการจัดการความเสี่ยง การจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ปนเปื้อน เทคโนโลยีการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานไทยให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการปนเปื้อนในน้ำใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำผิวดินและน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและคุณภาพน้ำบาดาลที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำผิวดิน รวมทั้งจัดทำแนวทางเฝ้าระวังและป้องกันการปนเปื้อนลงสู่ชั้นน้ำบาดาล โดยครอบคลุมพื้นที่ศึกษา 11 พื้นที่ตามลุ่มน้ำสายหลักทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม มีการตั้งโรงงานที่มีความเสี่ยงที่จะมีการปนเปื้อนของสารเคมี/สารอันตราย พบเรื่องร้องเรียนปัญหาการปนเปื้อนของมลพิษในดิน น้ำผิวดิน หรือ/และน้ำใต้ดิน และเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางอุทกธรณีวิทยา

นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า “ผลการศึกษา จะเป็นฐานข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญสำหรับการกำหนดมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงการปนเปื้อนในแหล่งน้ำบาดาล การคุ้มครองทรัพยากรน้ำต้นทุนของประเทศ และการพัฒนาแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำผิวดินและน้ำบาดาลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง