ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิด “ศูนย์บริการนวัตกรรมสำหรับคนพิการ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง)” พร้อมมอบนโยบายด้าน “Thailand Inclusive Framework : วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสังคมไทยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าร่วม
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม การจัดตั้งศูนย์บริการนวัตกรรมสำหรับคนพิการ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างแห่งนี้นับเป็นก้าวสำคัญตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรมสู่ภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนพิการในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ความรู้ขั้นสูงได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่ส่วนกลาง อันเป็นการนำสิ่งอำนวยความสะดวกด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสู่ผู้ใช้ประโยชน์ในท้องที่ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งคนพิการมีศักยภาพอย่างมาก หากได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษาและได้รับอุปกรณ์ช่วยเหลือ (Assistive Technology) ที่เหมาะสม ก็จะสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่สามารถเปลี่ยนชีวิตพวกเขาเหล่านั้นได้ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับการพิการทางด้านร่างกายและความพิการทางสติปัญญาและจิตใจ (Mental Disability) ที่มีความหลากหลายซึ่งจะต้องเข้าไปดูแล เมื่อเราทำเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย Universal Design (UD) แล้ว ข้อดีคือคนไทยจะเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการที่ราคาถูกแต่คุณภาพดี
ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกรอบโครงสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเท่าเทียม (Thailand Inclusive Framework) เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้นำไปบูรณาการและขับเคลื่อนร่วมกัน โดยมีเสาหลักในการดำเนินงาน 3 ประการ คือ
1. การกระจายความเสมอภาคในการเข้าถึงนวัตกรรม (Innovation Accessibility) เพื่อเปลี่ยนนวัตกรรมจากสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะกลุ่ม ให้กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนพิการเข้าถึงได้ ศูนย์บริการแห่งนี้จะต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางปัญญาและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็น อวัยวะเทียมอัจฉริยะ (Smart Prosthetics) เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology) หรือนวัตกรรมดิจิทัลที่พัฒนาโดยบุคลากรชาวไทย นวัตกรรมเหล่านี้ต้องได้รับการกระจายลงสู่ชุมชน เพื่อทลายข้อจำกัดทางกายภาพ และเปิดโอกาสในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของผู้พิการอย่างทัดเทียม
2. การเสริมสร้างศักยภาพเพื่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี (Empowerment & Independent Living) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน นวัตกรรมและองค์ความรู้จากกระทรวง อว. จะต้องถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับทักษะทางวิชาชีพ การพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีพในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและประเทศชาติ
3. การบูรณาการการให้บริการภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Government Services) โดย กระทรวง อว. รับผิดชอบด้านการวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี กระทรวง พม. รับผิดชอบด้านการคุ้มครองสิทธิและจัดสวัสดิการสังคม และกระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ และกระทรวงแรงงาน ส่งเสริมการฝึกอาชีพและการมีงานทำ และทุกภาคส่วนต้องสอดประสานการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ ครบวงจร และมีประสิทธิภาพ ณ จุดบริการเดียว (One-Stop Service)
ความสำเร็จของ “ศูนย์บริการนวัตกรรมสำหรับคนพิการ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง)” จะไม่สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้ หากปราศจากความร่วมมืออย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน จึงขอประกาศเป้าหมายการขับเคลื่อน Thailand Inclusive Framework ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ดังนี้
1) พัฒนาศูนย์บริการนวัตกรรมสำหรับคนพิการต้นแบบให้เกิดขึ้นในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั้ง 4 แห่งของประเทศ
2) พัฒนาหลักสูตรอาชีพแห่งอนาคตสำหรับคนพิการ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นฐาน อาทิ ผู้ช่วยคนพิการ ผู้ช่วยดิจิทัล นักทดสอบระบบเพื่อการเข้าถึง ผู้เชี่ยวชาญการเพาะเลี้ยงพืชมูลค่าสูง และอาชีพเทคโนโลยีสมัยใหม่
3) ผลักดันการพัฒนามาตรฐาน Universal Design และ Accessible Tourism เพื่อให้ประเทศไทยเป็น สังคมที่ทุกคนเข้าถึงได้
4) สนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ และผู้ประกอบการคนพิการ โดยใช้กลไกวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
5) สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. กระทรวง พม. สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และองค์กรคนพิการ ให้เป็นพลังร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
โอกาสนี้ ยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการด้านคนพิการระดับภูมิภาค ผ่านการดำเนินการขับเคลื่อนศูนย์บริการนวัตกรรมสำหรับคนพิการระดับภูมิภาค (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง) ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พม. กับ อว. ประกอบด้วย 1) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 2) อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 และ 3) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ด้านนายนิกร กล่าวว่า กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้ขับเคลื่อนภารกิจการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืน ด้วยมาตรการ “พม. สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคน” เพื่อให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ตามสิทธิได้จริง โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือคนพิการที่ “รวดเร็ว แม่นยำ และ ไม่ตกหล่น” และปรับบทบาท จาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” ทั้งนี้ ประเทศไทยมีคนพิการที่ได้รับการจดทะเบียน 2,283,173 คน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนมากที่สุดถึง 865,762 คน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างกลไกความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนงานผ่านกลไกคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือคนพิการในการดำรงชีวิต รวมถึงต่อยอดการออกแบบอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการบนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงด้วยหลักการ Universal Design (UD) ที่กระตุ้นให้ทุกภาคร่วมสร้างสังคมที่รองรับคนพิการและทุกคนในสังคม จึงนำมาสู่ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามมุ่งหวังให้ศูนย์ฯ แห่งนี้ เป็นต้นแบบของศูนย์กลางองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาศักยภาพ การจ้างงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างทัดเทียม ให้เกิดประโยชน์ต่อคนพิการ ครอบครัว และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน








