“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้าน ชวนใช้สิทธินั่งรถไฟ 117 สถานี

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยโครงการคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพียงวันเดียวมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่อง จนทำให้หลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย ขณะที่ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ และแสดงถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม ผลการดำเนินงานในเดือนแรกแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จำนวนเงิน 1,000 บาท รอบเดือนกรกฎาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน ส่วนการใช้สิทธิ Food delivery ได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน ทั้งนี้หากใช้สิทธิไม่เต็มวงเงินในรอบเดือนนั้นๆ ยอดเงินคงเหลือจะไม่ถูกนำไปสมทบในรอบเดือนถัดไป

สำหรับการเปิดให้บริการ “นกกระซิบ” AI Chatbot บนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อเป็นผู้ช่วยด้านธุรกิจแก่ร้านค้าในการบริหารกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่ การสรุปและวิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ การแสดงช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด การช่วยวางแผนสต็อกสินค้า การติดตามราคากลางวัตถุดิบจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และการประเมินต้นทุนกับกำไรเบื้องต้น เพื่อช่วยให้ร้านค้าตัดสินใจด้านการบริหารธุรกิจได้แม่นยำมากขึ้น ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าร้านค้ารายย่อยพร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยบริหารธุรกิจและใช้ประโยชน์จากบริการดิจิทัลของภาครัฐ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบว่า มีร้านค้าบนแอปพลิเคชันถุงเงินเข้าใช้งาน “นกกระซิบ” แล้วกว่า 640,000 ราย โดยคำถามที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ การสมัครเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) การสมัครเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food delivery วิธีใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงิน และการใช้สิทธิในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการค้นหาข้อมูลและทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ฟีเจอร์ Sales Insight หรือระบบวิเคราะห์ยอดขายบนแอปถุงเงิน ก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านค้าเข้าใช้งานแล้วกว่า 440,000 ราย ร้านค้าส่วนใหญ่เข้าไปดูข้อมูลวิเคราะห์ยอดขายรายวันเฉลี่ย 2.2 ครั้งต่อราย และดูข้อมูลวิเคราะห์รายเดือนเฉลี่ย 1.5 ครั้งต่อราย สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มนำข้อมูลมาประกอบการวางแผนธุรกิจและตัดสินใจเชิงการค้ามากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังขอเชิญชวนประชาชนร่วมใช้สิทธิภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ในการเดินทางขนส่งสาธารณะทางรางของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เพิ่มโอกาสในการเดินทางและท่องเที่ยวภายในประเทศ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในทุกภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะทางรางให้เป็นทางเลือกหลักของการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถใช้สิทธิส่วนลดค่าโดยสารรถไฟได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569 ซึ่งสามารถชำระเงินค่าตั๋วโดยสารได้ทุกขบวนและทุกชั้นที่นั่ง ยกเว้น ตั๋วหมู่คณะ ตั๋วรายเดือน และตั๋วนำเที่ยว ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ณ สถานีรถไฟที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 117 สถานีทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถซื้อตั๋วได้เฉพาะในวันเดินทางเท่านั้น และสามารถใช้สิทธิได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายใต้วงเงินสนับสนุนที่กำหนด ตลอดจนสามารถใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารอื่น ๆ ของการรถไฟฯ ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั๋วโดยสารที่ซื้อภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ไม่สามารถขอคืนเงินได้ทุกกรณีหากผู้โดยสารไม่ประสงค์จะเดินทาง

ทางด้าน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนผู้ที่กำลังมองหาธุรกิจลงทุน มองหารายได้เสริม และมองหาแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพเพื่อการลงทุน สมัครเข้าร่วม โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งรัฐบาลจะร่วมอุดหนุนเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับประชาชนร้อยละ 50 ของมูลค่าแพ็กเกจ สูงสุดรายละ 10,000 บาท สำหรับแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท อีกทั้งยังจะได้รับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรณีเงินลงทุนไม่เพียงพอจะมีการสนับสนุนธุรกิจผ่านบริการ Krungthai Business โอกาสเข้าถึงสินเชื่ออัตราพิเศษสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และหากต้องมีการค้ำประกันจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมมาช่วยดูแล ตลอดจนสิทธิในการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในเครือโลตัสและแม็คโครทั่วประเทศ กว่า 2,000 สาขา โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และเร่งการขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสมัครเข้าเป็นร้านค้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60 / 40) สำหรับผู้สนใจที่จะสมัครเข้ามาลงทุนสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์กับโครงการฯ ได้ผ่านทางเว็บไซต์ ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569  สิ้นสุดโครงการวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านระบบแฟรนไชส์คุณภาพ สามารถเลือกธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นอาชีพได้จริงในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งนี้ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ระหว่างดำเนินโครงการฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง